ยาคุมฉุกเฉินหลังวู้ฮูต้องมีใบสั่ง อ้าว มาไงล่ะนี่ คืองี้ ที่อิตาลี่เมืองผู้ให้กำเนิดรถมอไซเวสป้าคันเล็กๆที่สาวคนนี้ขี่อยู่นี่ มีข่าวว่านักการเมืองฝ่ายค้านไปโวยเรื่องที่พระสันตปาปาหนับหนุนฝ่ายรัฐในการให้มีที่ปรึกษาในสถานทำแท้ง คือเค้าจะให้คำปรึกษาให้ความรู้เรื่องจริยธรรม จะได้เปลี่ยนใจไม่ทำแท้ง เพราะว่าฝ่ายนี้เค้าถือว่าการทำแท้งเป็นบาป เค้าว่าถ้าเริ่มปฏิสนธิก็ถือว่าเกิดคนแล้ว แต่กฎหมายในเอมริกากะอังกฤษเค้าว่าคนเกิดก็ต่อเมื่อไข่เกิดการฝังตัว เลยเป็นที่มาของการเถียงเรื่องยาคุมฉุกเฉินที่กินหลังวู้ฮู คนขายยาเค้าบอกว่าถ้าเด็กสามารถไปหาซื้อเองได้ตามร้านจะช่วยลดปัญหาการท้องและทำแท้ง และเนื่องจากยาฉุกเฉินหลังวู้ฮูนี้ไม่ถือว่าเป็นการทำแท้งเพราะอนุญาติให้ใช้ภายใน6 วันหลังมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงก่อนการฝังตัวของไข่ (ช่างหัวหมอเหมือนคนในรัฐบาลไทยจิงๆ) จิงๆใครจะไปห้ามได้ถ้าคนจะแอบใช้หลัง6วัน ซึ่งยาก็จะทำลาย emryo เกิดการทำแท้งทางกฎหมาย ฝ่ายหมอเค้ามาบอกว่าจิงๆยานี้ต้องให้หมอดูเพราะถ้าคนใช้มีโรคติดต่อทางเพศบางอย่างอาจก่อให้เป็นหมันหรือถึงตายได้ หมอยังบอกอีกว่า เดิมถ้าเด็กที่โดนละเมิดทางเพศจะใช้ยาเวลาไปหาหมอก็จะต้องมีการพูดคุยซักถามกัน ก็จะช่วยให้ผู้ใหญ่รู้และเข้ามากู้สถานการได้ ถ้าเกิดปล่อยให้ยาขายได้ทั้วไป บางทีผู้ใหญ่ก็มาซื้อให้เด็กกินเอง อย่างในไทยหนุ่มไทยชอบแอบซื้อไปให้สาวกิน อันตรายนะ ด้วยรักและห่วงใย ใส่ถุงยางเถอะ
ใครที่ชอบ ขึ้น-ลง เรือ ดูคลิปวีดีโอนี้ไว้นะคะ จะได้ไม่พลาด :)
เรื่องราวดีๆ...น่าสนใจนำมาแบ่งปันค่ะ.. คุณนิติ ภูมิเนาวรัตน์ เขียนเรื่องนี้ลงไว้ใน "เปิดฟ้าส่องโลก" เรื่องของนายแพทย์ปิโยรส
ผู้อ่านท่านที่เคารพ ในชีวิตของคนเรานี่นะครับ บางครั้งก็อดไม่ได้
ที่จะแอบศรัทธาและภูมิใจในการกระทำของคนอื่น ผมเองก็ชื่นชมศรัทธาผู้คนอยู่หลายท่าน หนึ่งในนั้นก็คือ นายแพทย์ ปิโยรส ปรียานนท์ เจอคุณหมอครั้งแรกเมื่อผมไปสอนที่ วิทยาลัยการทัพเรือซึ่ง ตอนโน้นคุณหมอเป็นนักเรียนแพทย์ทหารอยู่
หลังจากนั้นคุณหมอซึ่งเป็น ประธานมูลนิธิดวงแก้วก็ชวนผมไปหลายประเทศเพื่อนำทีมหมอไทย ไปช่วยผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ผมได้แต่ส่งลูกน้องไป ไม่เคยร่วมเดินทางกับคุณหมอและทีมงานมูลนิธิดวงแก้วซักที
เมื่อเกิดเหตุการณ์สึนามิถล่มเอเชียและแอฟริกา
คุณหมอและทีมงานมูลนิธิขนเครื่องใช้และอุปกรณ์การแพทย์
เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบพบเคราะห์กรรมอย่างเงียบๆ
แต่ละวันทีมงานของคุณหมอทำแผลให้คนไข้จนถึงตีห้า คลื่นยักษ์สึนามิเกิดในวันที่ 26
คุณหมอลงไปช่วยจนวันที่ 30 ธันวาคม ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าคุณแม่ป่วยหนัก
จึงต้องขึ้นกรุงเทพฯเพื่อมารักษาคุณแม่
คุณแม่หายดีแล้ว คุณหมอก็ลงไปช่วยเพื่อนมนุษย์อีก สถานการณ์
ในเมืองไทยได้รับการช่วยเหลือจาก ผู้คนในประเทศดีกว่าชาติอื่น
คุณหมอก็จึงเตรียมข้าวของมากถึง 5 ตัน นำบินตรงลงไปยังประเทศศรีลังกา
ผมเจอคุณหมอโดยบังเอิญบนเครื่องบิน และยังได้พบกันอีกครั้งในขณะที่คุณหมอและ ทีมงานปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบพบเคราะห์กรรมอยู่ที่ตำบลกัลมุไนคูดี
ซึ่งที่นี่เป็นเขตอิทธิพลของพยัคฆ์ทมิฬอีแลม พวกกบฏแบ่งแยกดินแดน
คุณหมอและทีมงานบรรจุยากันจนถึงตีสองตีสาม กลางวันก็ตระเวนไปตาม คามนิคมต่างๆ ทุกท่านใส่เสื้อที่มีธงชาติไทยติดไว้ที่หน้าอก ไปทางไหนผมได้ยินแต่ผู้คนส่งเสียงชื่นชม ไทยแลนด์ด็อกเตอร์ๆๆๆ มีแต่ไทยด็อกเตอร์เท่านั้นที่ไปได้ถึงผู้คนในชนบท บางครั้งทีมของคุณหมอก็เจออุปสรรคในการทำงาน เพราะทหารศรีลังกาต้องการสิ่งของบริจาคไปเก็บไว้ (ใช้เอง?) ในค่ายทหาร
นายแพทย์ปิโยรสเป็นหมอที่มีความรู้ดีมากท่านหนึ่ง จบแพทย์จุฬาฯ แล้วก็ไปต่อด้านศัลยกรรม ที่ญี่ปุ่นอีก 5 ปี และเรียนอีกหลายที่ครับ เช่น ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โชวะแห่งญี่ปุ่น เรียนปริญญาเอกทางพันธุวิศวกรรมการแพทย์จามหาวิทยาลัยโตเกียว ไปศึกษาเน้นด้านศีรษะและคอที่ศูนย์มะเร็งแห่งชาติชิบะ จากนั้นได้ทุนไปต่อที่ศูนย์การแพทย์เมาท์ไซนายที่นิวยอร์ก พันธุวิศวกรรมการแพทย์ ที่เอ็มไอที และยังทำวิจัยต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษ ฯลฯ
คุณสมบัติชั้นยอดและมันสมองชั้นเยี่ยมอย่างคุณหมอปิโยรสนี่ มีแต่สถาบันการแพทย์ดังๆ ของโลกอยากได้ตัว ในวัย 46 ปี ขณะนี้คุณหมอมีโอกาสทำเงินได้มาก
แต่คุณหมอกลับทำตัวเรียบง่าย ในสมองสนใจแต่ว่าจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ได้อย่างไรแต่เพียงเท่านั้น ช่วยโดยไม่สนใจว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาไหน
และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่อยากเป็นข่าว ไม่ต้องการประชาสัมพันธ์
ปรารถนาที่จะมีชีวิตเรียบๆเงียบๆ แต่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากสึนามิของทางการศรีลังกาคือ 30,721 คน แต่คุณหมอและผมเชื่อว่า ในความเป็นจริงมีมากกว่านั้นเยอะ เพราะบางที่มีการฝังโดยไม่มีการนับจำนวนและ ไม่ได้แจ้งทางราชการ ในการเดินทางไปศรีลังกาครั้งนี้
ผมยังบังเอิญได้พบกับทีมขององค์การอนามัยโลก ที่ส่วนใหญ่ขับรถยนต์ไปตรวจตราแล้วก็ (อาจจะ) เขียนรายงาน โดยไม่ได้ลงไปช่วยเหลือชาวบ้านจริงๆอย่างทีมมูลนิธิดวงแก้ว
คนเราดวงจะเจอกันครับ ผมเจอคุณหมอปิโยรสโดยบังเอิญอีกครั้ง
ขณะที่กำลังนั่งรอเครื่องบินที่กรุงโคลัมโบ คุณหมอต้องรีบบินกลับเมืองไทย
เพราะมีโทรศัพท์แจ้งว่าอาการของคุณแม่เข้าขั้นวิกฤติ
เราถึงเมืองไทยในเวลาเที่ยงของอังคารวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548 คุณหมอรีบตรงดิ่ง ไปยังโรงพยาบาล ได้กราบเท้าคุณแม่ซึ่งกำลังป่วยหนัก พอได้พบหน้าลูกชาย คุณสินทรา ปรียานนท์ ก็จากโลกนี้ไปเมื่อเวลา 17.00 นาฬิกา
ศพคุณแม่ของคุณหมอปิโยรสตั้งอยู่ ณ ศาลา 7 วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ
คุณแม่สินทราจากโลกนี้ไปแล้ว
โดยทิ้งลูกชายไว้ช่วยมนุษยชาติ.
นิติภูมิ นวรัตน์
รัก.......... แท้..เป็น..................ตำนาน
รัก.......... สิ้นลมปราน..เป็น.......บทประพันธ์
รัก.......... ไม่แปรผัน..เป็น.........นิยาย
รัก.......... จนวันตาย..เป็น.........นิทาน
รัก.......... ตลอดกาล..เป็น.........ละคร
รัก.......... อยู่ทุกตอน..เป็น.........ละครน้ำเน่า
รัก.......... ไม่เคยเก่า..เป็น.........จริงช่วงแรก
รัก.......... ในความแปลก..เป็น....คำฮิต
รัก.......... ด้วยชีวิต..เป็น...........ลิเก
รัก.......... ไม่โลเล..เป็น.............ความฝัน
รัก.......... เธอนิรันดร์..เป็น..........ชื่อเพลง
รัก.......... นะตัวเอง..เป็น...........เด็กอมมือ
รัก.......... ซื่อสัตย์..เป็น.............คำลวง
รัก.......... หมดทรวง..เป็น..........คำติดปาก
รัก.......... เธอมาก..เป็น.............คำฮอต
รัก.......... เดียวตลอด..เป็น........ไปไม่ได้!!!!!
อ่านแล้วโดนใจจัง :) (ที่มา E-mail)
Tea Tree (ต้นชาออสซี่) เป็นพืชสมุนไพรที่มีชื่อเสียงของออสเตรเลีย มีสรรพคุณในการ ยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งยีสต์และเชื้อราหลายชนิด
ชาวอะบอริจิ้นส์ ชนพื้นเมืองแห่ง Bunjalung แถบลุ่ม Bungawabyn เป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์แรกที่พบความลับของ Tea Tree โดยการ เอาใบของมันมาบดขยี้เพื่อรักษาแผลสด ทำให้สมานได้เร็ว เพราะเชื้อไวรัสและแบคทีเรียไม่สามารถที่จะเข้าไปทำให้อักเสบหรือเน่าเปื่อยได้
อีกทั้งยังพบคุณสมบัติพิเศษคือ หากนำใบมาต้มน้ำ จะทำให้น้ำที่ต้มกลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รสชาติ แก้กระหาย กระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น กระชุ่มกระชวย ฯลฯ
เมื่อปี 1925 นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการวิจัยสรรพคุณของน้ำมันเอสเซนเชียล (น้ำมันหอมระเหย) จาก Tea Tree พบว่ามีสาร Terpenan-4-o l อันมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา อีกทั้งปลอดผลข้างเคียงไม่ว่าจะใช้ในระยะสั้นหรือระยะยาว
ลองหามาดื่มกันดูนะคะ ชาออสซี่ มีประโยชน์หลายอย่าง
เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เธอดูโดดเด่นมาก และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย และหลังงานเลี้ยงเลิก เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ เธอประหลาดใจมาก แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง
พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งหนึ่ง เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ แต่ทันใดนั้น..... เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม อยากเอามาใส่ในกาแฟ ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ เขาอายจนต้องก้มหน้า แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย
ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้ เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล เขาเป็นลูกน้ำเค็ม เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น
เธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้างชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไปจนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี เขาก็จากเธอไป ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับหนึ่ง ข้างในมีใจความว่า ที่รัก อภัยให้ผมด้วย ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม ผมประหม่ามากในตอนนั้น จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล
แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป
ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม
ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!
น้ำตาของเธอหยด ใส่กระดาษจดหมาย จนเปียกชุ่ม และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร เธอก็จะตอบเสมอว่า "มันหวาน"
จอภาพ : ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และ ตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป หากระยะห่างระหว่างจอกับตาไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและปวดตาได้
ปรับแสงหน้าจอคอมฯ : ให้รู้สึกสบายตา โดยดูจากสภาพแวดล้อมในห้องด้วยว่า เมื่อส่องมากระทบจะมีแสงจ้าเกินไปหรือไม่ เพราะแสงที่สว่างมากจะส่งผลเสียต่อตาได้ง่าย
คลายความล้า : โดยหยุดพักทุก 30 นาที มองไปไกล ๆ หรือหลับตาประมาณ 5 นาที จากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถยืดเส้นยืดสาย เพื่อลดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
หลังทำงานเสร็จ หลับตา : แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตา หรือหาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ มาปะคบประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
อย่าลืม เอาเคล็ดลับที่สะกิด เอามาฝากนี้ ไปปรับใช้กันนะคะ ^-^
รูปในหลวง เพื่อนส่งมาให้ก็เลยเอามาฝากกัน :)