1. โรคผมร่วง : ยิ่งเครียดยิ่งร่วง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่คุณอาจไม่เคยคิดนั่นก็คือการขาดแสงอาทิตย์
สังเกตหรือไม่ว่า ส่วนใหญ่แล้วพนักงานฯจะไม่ค่อยได้รับแสงแดดในยามเข้า แดดในยามเช้าจะช่วยให้เรา สังเคราะห์วิตามิน K ที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะด้วย
2. อาการปวดหัว,ไมเกรน, อัลไซเมอร์,เบลอเป็นกิจวัตร : สาเหตุก็คงทราบโดยทั่วไป ด้วยว่าเกิดจากความเครียด แต่สาเหตุอีกประการที่น่าสนใจคือ อาหาร ทานการแฟเยอะ อาหารไขมันสูง กินเนื้อสัตว์เยอะ ขาดการออกกำลังกาย
3. อาการปวดตาน้ำตาแห้งหน้าจอดับเอ๊ย.. เรตินาผิดปรกติ : นอกจากความเครียด แล้วก็เหตุใหญ่ๆ ก็คือการนั่งหน้าจอเกินวันละ 6 ชั่วโมง และการเพ่งอยู่หน้าจอในที่มืด
4. อาการไซนัสเป็นหวัดคัดจมูกภูมิแพ้ : สาเหตุเกิดจาก อยู่ในห้องแอร์
5. ปากเหม็น : ความเครียด แบคทีเรียจะทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพในภาวะที่คุณเครียด
และมีอาหารอาหารพวกกาแฟ แอลกอฮอล์ รวมทั้งการพูดจาที่น้อยกว่าปรกติ
6. อาการปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อ ปวดนิ้ว : โดยมากเกิดจากอาการนั่งทำงานผิดท่าทาง
7. อาการ....อ้วน...อ้วน...อ้วนก็อ้วนอ้วนอ้วน : การกินอาหารแบบกินไปทำงานไปจะทำให้อิ่มช้า และกินได้มาก
8. อาการโรคกระเพาะ : ความเครียด การนอนไม่พอก็มีส่วนทำให้เกิดอาการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
9. ริดสีดวง : เกิดจากการที่ท่านนั่งกันวันหนึ่งๆ กี่ชั่วโมงกันไหนจะ OT อีก บั้นท้ายท่านก็รับ การกดทับเส้นเลือดดำ บริเวณปลายลำไส้ก็เกิดอาการเลือดคั่ง
ต้นเหตุสำคัญ คือ เรื่องเครียดนี่หล่ะ ทำงานอย่าลืมผ่อนคลายกันมั่งนะคะ :)
แฟชั่นสวยๆ จากฮ่องกง อีกเพียบ
บอกกับตัวเองว่าจะเลิกทำบางอย่าง ... ... แต่ก็ไม่เห็นว่าจะเลิกได้อย่างที่พูด
เคยคิดจะไว้ผมยาว อยากให้ยาวถึงกลางหลัง ... ... แต่ยาวไม่เท่าไหร่ก็ตัด เพราะรำคาญ
เคยคิดวางแผนจะทำโน่นทำนี่ให้กับชีวิตตัวเอง ... ... แต่ก็ไม่เคยทำได้ซักครั้ง
ชอบใครคนหนึ่ง รู้ว่ามาเป็นแฟนกันไม่ได้ ... ... แต่บางครั้งก็ยังแอบหวังอยู่เล็กน้อย
เหมือนจะรู้จักตัวเองดีกว่าใครๆ ... ... แต่บางครั้งต้องถามคนอื่นว่าเราเป็นยังไง
เหมือนจะเป็นตัวของตัวเองมาก ...... แต่ที่จริงทุกสิ่งไม่ใช่เรา
รำคาญคนบางคน ...... ทั้งที่เขาดีกับเราจะตาย
เหมือนจะรู้ใจ เข้าใจ ... ... แต่บางครั้งเหมือนไม่เป็นอย่างนั้น
อยากสวย ... ... ทำไมมันไม่สวย (ก็ไอ้กระจกเฮงซวย ส่องแล้วไม่สวยแบบเนี้ย)
บางครั้งอยากรอ ..... แต่ก็ไม่อยากให้นานนัก
อยากบอกให้รู้ว่าคิดยังไง ...... ก็ได้แต่เก็บไว้ข้างในไม่กล้าบอก
อยากทำอะไรดีๆ ให้ใครซักคน ...... แต่เขาไม่อยู่ให้เราได้ทำอะไรให้แล้ว
อยากย้อนเวลากลับไปทำสิ่งดีๆ ...... แต่เราไม่มีเครื่องย้อนเวลา
อยากได้ A ... ... แต่ขี้เกียจอ่านหนังสือ
อยากวางความเกลียด ... .. แต่พอเห็นมันแล้ววางไม่ลง
อยากเป็นคนที่ใครๆ ก็รัก ใครๆ ก็คิดถึง ... ... แต่ดันทำตัวให้คนอื่นเกลียด
ร้องขอความเห็นใจ ความรัก ความเอาใจใส่ ... .. แต่ไม่เคยดูว่าคนอื่นเขามีให้หรือเปล่า
มีความรักให้คนอื่นเสมอ ... ... แต่ไม่เคยรักตัวเอง
กรุณาไปกินข้าวคนเดียว อย่าสำออยไปไหนคนเดียวไม่เป็น
อย่าเลือกไปร้านอาหารที่มีแต่ประเภทลดความอ้วนแล้วกัน เพราะผู้ชายเค้าไม่ชอบเข้าไปกินหรอก
จำไว้ว่า ผู้ชายจะชอบนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ มากกว่าบนโต๊ะอาหาร ฉะนั้น อย่าพยายามนั่งเป็นคุณนาย คอยให้เขามาหา
ปั้นหน้าให้มีรอยยิ้มเข้าไว้ เอาหน้าแบบรับแขกนะจ๊ะ ไม่บูดบึ้ง
แม้จะไปรับประทานข้าวก็จริง แต่ไม่ใช่ให้ไปตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว คุณควรชายตาเหลียวมองผู้คน สิ่งแวดล้อมด้วย ไปกินข้าวเสียตังค์ทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม
แต่งหน้าแต่งตัวให้ดูดี ไม่ใช่แต่งตัวไปจ่ายตลาดนะจ๊ะ
อ้อ! อย่าลืม แวะเวียนที่ร้านขายหนังสือนะ เพราะผู้ชายร้อยละ 70 รู้ไว้เถอะ เป็นพวกหนอนหนังสือตัวยง
ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ ใครที่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจ ลองทำตามคำแนะนำ ดูนะคะ ^-^
z
เค้าไม่พูด ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รักนะ ลองสังเกตคนรักข้างๆนะ
เค้าชอบที่จะจับผมของเรา
เค้าชอบลูบหัว(ด้วยความเอ็นดู)
เค้ามักจะกุมมือของเราเสมอ
เค้าชอบที่จะโอบกอดเราจากข้างหลัง
เค้าจะจูบตรงหน้าผากของเรา
เวลาเดินด้วยกันเค้าจะโอบเอวเราเสมอ
เค้าอยากให้เราอยุ่ใกล้เค้าให้มากที่สุด
เค้าจะคอยเป็นห่วง ดูแลเราตลอด
เค้าจะงอนเอามากๆ ถ้าเราไม่รับโทรศัพท์ (ก้อมันคิดถึงอ่านะ)
เค้ายินดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเรา
ถ้าใครเจอคนแบบนี้แล้ว อย่ามัวแต่น้อยใจเค้าเลยนะคะ
ความ จริงที่อาจเห็นได้ไม่ชัดนักก็คือ คนส่วนใหญ่วิตกกังวลจนตัวตาย...
ความวิตกกังวลคือกิจกรรมทางใจที่ แย่ที่สุดรองจากความเกลียดชังซึ่งส่งผลทำลายตัวเองได้ลึกมาก ความวิตกไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย มีแต่จะสิ้นเปลืองพลังงานทางความรู้สึกไปเปล่า ๆ แถมยังสร้างปฏิกิริยาชีวะเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย ทำให้เกิดอาการตั้งแต่อาหารไม่ย่อยไปจนถึงหลอดเลือดหัวใจล้มเหลวและโรคอื่น ๆ อีกสารพัด
สุขภาพจะดีขึ้นทันที ที่ความวิตกกังวลสิ้นสุดลง
ความเกลียดชังคือภาวะจิตที่บ่อนทำลาย ร้ายกาจที่สุด ทำให้ร่างกายเป็นพิษ และผลที่เกิดแทบไม่อาจย้อนกลับได้
ความกลัวคือด้านตรงข้ามกับทุกอย่าง ที่เธอเป็น ดังนั้นจึงส่งผลตรงข้ามกับสุขภาวะทั้งกายและใจของเธอ ความกลัวคือความวิตกกังวลที่ขยายตัวออก
ความกังวล ความเกลียด ความกลัว และอื่น ๆ ที่แตกหน่อออกมา เช่น ความกลัดกลุ้ม ความขมขื่น ความกระสับกระส่าย ความโลภ ความแล้งน้ำใจ การชอบตัดสินผู้อื่น การตำหนิประณาม ทั้งหมดนี้จะโจมตีร่างกายลึกลงถึงระดับเซลล์ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสุขภาพดีภายใต้ภาวะแบบนี้
ที่คล้าย ๆ กัน (แม้จะไม่รุนแรงเท่า) เช่น ความถือดี การปล่อยตัวมัวเมา และความละโมบก็ล้วนนำไปสู่ความเจ็บป่วยหรือการขาดสุขภาวะทั้งสิ้น
พวก เธอทั้งหมดล้วนเป็นโรคเรื้อนทางใจ จิตใจเธอต่างถูกกัดกินด้วยความคิดแง่ลบต่าง ๆ นานา บางความคิดก็พุ่งกระหน่ำเข้าหาเธอ แต่อีกมากเธอก็สร้างขึ้นมาเอง แล้วก็เก็บรับไว้และเพลินไปกับมันวันแล้ววันเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า เดือนแล้วเดือนเล่า กระทั่งปีแล้วปีเล่า
….แล้วเธอก็สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงเจ็บป่วย
* บทความนี้คัดลอกจากหนังสือ "สนทนากับพระเจ้า(Conversations with God)" เล่มที่1 เขียนโดย นีล โดนัลด์ วอลช์ แปลโดย รวิวาร โฉมเฉลา สำนักพิมพ์ โอ้มายก้อด
เอาแต่ใจตัวเอง : เป็น เรื่องธรรมดามาก ที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าใครจะเอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเอง
ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป
หึงแบบไร้ขีดจำกัด : คง จะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างนะ
บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะ : ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังๆ ล่ะก็ เอ้า.. อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่า
ไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่น : ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย
เชื่อเพื่อนมากเกินไป
โกรธแล้วไม่พูดด้วย : เป็น สาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้
นัดแล้วไม่เป็นนัด
พูดจาข่มกันต่อหน้าคนอื่น
โกหก : บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจ
เราไม่ชอบอะไร เขาก็ไม่ชอบแบบนั้น เหมือนกัน