หลายคนอาจจะคิดว่าทำไมเราต้องสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วนาง ลองทำดูนะ
แบมือทั้งสองข้างตั้งฉากเข้าหากัน(เหมือนเตรียมจะตบมืออะ)
งอนิ้วกลางลงเอาหลังนิ้วกลางทั้ง 2 ข้างมาชนกัน
นิ้วที่เหลือ โป้ง/ชี้/นาง/ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน
คราวนี้ลองปล่อยนิ้วที่ชนกันออกทีละนิ้ว โดยที่นิ้วกลางยังคงงออยู่เช่นเดิม
จะพบว่า นิ้วโป้ง/นิ้วชี้/นิ้วก้อย สามารถปล่อยออกจากกันได้
นิ้วนางปล่อยออกไม่ได้
เปรียบได้ว่า
นิ้วกลางแทนตัวเราเอง
นิ้วโป้งแทนพ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป
นิ้วชี้ แทนพี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง
นิ้วก้อยแทนลูก พอโตขึ้นลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง/มีสังคม/ครอบครัวของตัวเอง
นิ้วนางแทนคู่ชีวิต ที่จะต้องอยู่กับเราไปจนแก่
ใครไม่เชื่อ ลองทำตามดูนะคะ :)
เค้าว่า หัวเราะเป็นยาอายุวัฒนะ แต่หัวเราะผิดเวลา ผิดที่ อาจกลายเป็นยาเรียกฝ่าเท้าก็ได้
ท่านที่มักมีอาการหัวเราะพรวดพราดผิดเวลา โดนเพื่อนๆมองตาขวาง เพราะไม่มีคนอื่นขำด้วย ขอเสนอวิธีกลั้นขำผิดเวลา:
ศึกษาว่าสถานการณ์ไหนไม่ควรขำ (เช่น ไปขำต่อหน้าญาติที่มาเยี่ยมคนติดคุก)
ดูว่าคนอื่นขำ หรืออมยิ้มกันอยู่รึป่าว ถ้าไม่ เตื่อนตัวเองอย่าขำจนกว่าเค้าจะขำกัน
ถ้าเห็นคนที่มีอาการขำผิดเวลา ให้เดินออกห่างให้เร็วที่สุด
คิดถึงสิ่งที่เศร้าและหดหู่ ถ้าคิดไม่ออก ลองนึกถึงข่าวรายวัน (ระวังข่าวอุบาทว์ กลั้นขำด้วยความสมเพช ไม่อยู่ หรือข่าวฝืดๆอย่างในสะกิด เมื่อ 2-3 วันนี้ ที่ไม่อาจอดกลั้น สมเพชผู้เขียนได้)
หยิกตัวเอง กัดกระพุ้งแก้ม หรือ กัดลิ้น (เบาๆ) กลั้นหายใจ
ถ้ามันจะหลุดออกมาแล้ว ก็ทำเป็นไอทับซะ (ฮ่าๆ อะแฮ่มๆๆ) แล้วเดินหนีออกมาห่างๆ
กรณีงานศพ ถ้าหลุดขำให้เปลี่ยนเป็นร้องไห้ (ฮ่าๆ โฮๆๆๆ) แล้วเดินออกมาห่างๆคน
พ่นลมหายใจออกเยอะๆ จะทำให้หมดแรงขำ
ถ้าใช้วิธีข้างบนไม่ได้ ให้เอามือปิดปากปิดจมูก คนอื่นจะได้ไม่เห็น พยายามอย่าให้มีเสียง
ถ้ามันขำสุดทน เดินออกไปขำในที่ไม่มีคน จนกว่าจะพอใจ
คำเตือน
การกลั้นหายใจอาจทำให้ขำพรวดดังกว่าเดิม
การขำผิดกาลเทศะ เป็นประจำ อาจเป็นผลจากความผิดปกติทางประสาท หรือ สมอง ควรไปพบแพทย์
สะกิดเอากลอนนี้มาฝากกัน "เคยมีกันแค่สองคน"
เคยมีกันแค่สองคน แล้วใช้หนึ่งใจ
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องยากอะไรเราก็ผ่านมาได้เสมอ
จนฉันรู้สึกมั่นใจในเธอ
ว่าต่อไปทุกสิ่งที่เจอเราจะผ่านไปด้วยกัน
แต่ทำไมวันนี้ถึงเป็นอย่างนี้
เขาเข้ามาตอนไหน เข้ามาใกล้แทนที่ฉัน
เธอจับมือเขาเเล้วปล่อยมือกัน
จากที่เคยมีสองกลับเป็นสามฉันหวั่นใจ
ความรัก ถ้ามีสามเมื่อไหร่ นี่แย่เหมือนกันนะคะ
สะกิด มีบทกลอนรักมาฝาก
โกหกกันทำไม บอกกันตรง-ตรง ก็ได้
หากความสำคัญของฉันหมดไป
หากความเข้าใจของเราน้อยลง
เมื่อเธอต้องการเขามากกว่า
ไม่ว่าเธอจะบ้าหรือว่าหลง ถึงฉันรั้งเธอไว้
ยังไงเธอก็คงลาไป.. เพราะฉะนั้นบอกกันตรง-ตรง
ฉันจะพยายามเข้าใจ ไม่กีดกัน
ความรักมีทั้งคนผิดหวัง สมหวัง ปะปนกันไป
เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวเอง วิธี ที่ถูกต้องที่สุดก็คือ การตั้งใจที่จะค้นหา ว่าอะไร เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเขินอาย ลอง เปิดใจ วิจาร์ตนเองอย่างตรงไปตรงมา ก็จะช่วยให้คุณรู้ได้ว่า ความเขินอายเกิดขึ้นเพราะอะไร? ความกลัว? คิดไปเอง?หรือจริงๆ แล้ว ตัวคุณขาดตกบกพร่อง คุณลักษณะในข้อไหน เมื่อวิเคราะห์ตัวเอง จนได้เหตุผลออกมาเป็นข้อๆ จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์จริงได้
ลงมือฝึกซ้อม การฝึกซ้อม เพื่อขจัดความเขินอาย เป็นวิธีที่ดีสุด ที่คุณจะใช้ในการเผชิญหน้า และรับมือกับปัญหา ลองเริ่มต้นฝึกซ้อมกับตัวเองง่าย เช่น ยืนอยู่หน้ากระจก ยกคาง จัดใบหน้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ดูดี ฝึกการยืน – การเดิน ให้ดูสง่าผ่าเผย ฝึกการพูดให้เสียงดังฟังชัด หรือจะฝึกร้องเพลงก็ได้ หลังจากนั้น คุณจะเห็นผลลัพธ์ และรู้สึกดีมากขึ้นเรื่อยๆ ความั่นใจในที่สาธารณะก็จะเกิดขึ้นตามมา
ฝึกปฏิบัติต่อไป หลัง จากฝึก การพูด การยืน การเดิน และลักษณะบุคลิกต่างๆ ไปแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการเริ่มฝึกใช้ อวัจนภาษา เช่น การใช้สายตา เพื่อสื่อความหมาย การฝึกยิ้มให้กับผู้คนรอบข้าง การรู้จักเริ่มเปิดบทสนทนากับผู้อื่น หรือแม้กระทั่ง การเริ่มพูดคุยกับคนแปลกหน้า เช่น พูดคุยกับคนขายหนังสือ “ช่วงนี้ มีหนังสือออกใหม่แนะนำบ้างมัยครับ/ค่ะ วิธีการเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ ให้กับคุณทีละน้อย และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของคุณให้มากขึ้น
แต่งกายดูดี มีรสนิยม การ แต่งกายคือสิ่งที่แสดงออกถึงลักษณะ และบุคลิกภาพของคุณ และการแต่งกายที่ดี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้นได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ตามมาในทางอ้อม สำหรับการแต่งกายให้ดูดี ก็คือ จะช่วยให้คุณมีสติสัมปชัญะ เพิ่มมากขึ้น (เป็นผลกระทบ ที่เกิดขึ้น หลังจากมีความมั่นใจ)แต่ในทางตรงกันข้าม การแต่งกายที่ โอเวอร์ - ออฟชั่น มากเกินไป จะย้อนกลับมา เป็นสิ่งที่รบกวน ความมั่นใจของคุณ
เรียนรู้ และยอมรับความจริง เป็นไป ไม่ได้ ที่เราจะได้ยินแต่คำว่า ใช่เลยยย! ถูกต้อง! ใช่แล้ว อย่างนี้ล่ะ! ในทุกๆ สถานการณ์ หลายๆ ครั้ง สิ่งที่เราคาดหวัง กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มักไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน การยอมรับความจริง และอยู่บนความเป็นจริง เปรียบเสมือนสุดยอดเคล็ดลับวิชา ที่ช่วยให้เราเข้าใจโลก เมื่อเราใช้ความจริง และความเข้าใจ เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ความกลัวในเรื่องต่างๆ ก็จะหมดไป
ศึกษาจาก คนรอบข้าง ลองพิจารณา คนที่ใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจ นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่คุณจะได้ ศึกษาเรียนรู้เคล็ดลับในการขจัดความเขินอาย ได้อย่างง่ายๆ
คิดในทางบวก ช่วยได้ ใน เรื่องไม่ดี มักจะมีเรื่องดีๆ แฝงเอาไว้ด้วยเสมอ มิเช่นนั้น คงไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จ จากการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส! การคิดในทางบวก กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้คุณมองข้ามข้อเสีย และเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนกว่า
อย่าลืมทำตามคำแนะนำที่เอามาฝากนะคะ ^-^
จัดการสิ่งรบกวน หามุมสงบให้เวลากับตัวเองเพื่อสะสางงานต่าง ๆ หรือเมื่อต้องการอ่านหนังสือเตรียมสอบ
ระบายความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนอ่านหนังสือหรือทำงาน ควรหยุดนึกถึงสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจจะระบายความกังวลให้พ่อแม่ เพื่อน หรืออาจเขียนไดอารี่ จะรู้สึกดีขึ้น สบายใจขึ้น ความฟุ้งซ่านจะลดลง
ผ่อนคลายอย่างมีเทคนิค เมื่อนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานสักพัก ควรผ่อนคลายโดยการลุกเดิน หาเครื่องดื่มอุ่น ๆ ทาน บริหารกล้ามเนื้อ หรือฟังเพลงสัก 5-10 นาที
กินเพิ่มสมาธิ ความตั้งใจอย่างเดียวคงไม่พอ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างเป็นสิ่งสำคัญในการทำสมาธิ
ใครที่ไม่ค่อยมีสมาธิ ลองทำตามวิธีที่สะกิด เอามาฝาก ดูนะคะ ถ้าทำได้ รับรองว่ามีสมาธิเพิ่มขึ้นแน่นอนค่ะ
สะกิด มีเรื่องสั้น ที่เกี่ยวกับความรักของลูก กับ แม่ มาฝาก ลองอ่านดูนะคะ
ชายหนุ่มผู้กำพร้าบิดา จากบ้านไปศึกษาหาความรู้ยังต่างเมืองหลายปี เมื่อสำเร็จ การศึกษากลับมาก็พบว่า มารดากำลังป่วยหนัก ด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ คนรับใช้รายงานว่านางกินไม่ได้ นอนไม่หลับจนซูบซีดผ่ายผอมลงทุกวัน “ลูกสัญญาจะเสาะหายาดีๆ มารักษาแม่ให้ได้ แม้ต้องลำบากอย่างไรก็ยอม” เขาบอกมารดาด้วยใจกตัญญู สั่งคนรับใช้ให้ดูแลนาง แล้วรีบเร่งเดินทางไปหาซื้อยา จากบรรดาหมอที่มีชื่อเสียง เขารีบนำยากลับมา สั่งคนรับใช้ปรุงให้มารดาดื่มกิน แต่อาการ ของหญิงชราก็ไม่ดีขึ้น เขาจึงเร่งรีบเดินทางไปเสาะหายาอีกครั้ง แต่ละครั้งที่ได้ยาตัวใหม่ เขาจะรีบกลับมา ให้คนรับใช้ต้มและป้อนนาง ส่วนตนเอง หมกมุ่นอยู่กับการทำงานหนัก เพื่อจะได้มีเงินมากๆ ไว้ซื้อยาราคาแพง และอาหารชั้นเลิศ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้มารดาหายป่วย แต่ดูเหมือนว่ายาใดๆ ก็ไม่ได้ผล ชายหนุ่มทุกข์ใจยิ่งนัก
คืนหนึ่งเขาฝันไปว่ามีซินแส ชราที่อยู่ในกระท่อมเล็กๆ บนภูเขาสูงสามารถช่วยแม่เขาได้ .... (อ่านต่อ)
ก่อนอื่นลงครีมกันแดดให้ทั่วใบหน้า ตามด้วยบีบีครีม เกลี่ยให้ทั่วใบหน้า ทั้งนี้ ก็เพื่อความกระจ่างใสแบบไร้ริ้วรอยกวนใจค่ะ
จากนั้นก็ตามด้วยคอลซีลเลอร์ ปกปิดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า แต้มในจุดที่ต้องการและเกลี่ยให้เนียนเรียบอย่างเบามือที่สุดค่ะ
ต่อมาก็ตบด้วยแป้งฝุ่นเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า ตามด้วยการปัดบรัชออนที่แก้มเบา ๆ ในแนวทแยง แก้มจะได้ดูสดใสสุขภาพดี
ปิดท้ายด้วยทาลิปกลอสสีชมพู หรือสีส้มอ่อน ๆ เกลี่ยให้ทั่ว แค่นี้ก็เรียบร้อยสวยได้แม้อยู่ในรถส่วนตัวแล้วล่ะค่ะ
ลองทำตาม คำแนะนำที่เอามาฝากดูนะคะ