เอ้า เลยฮาโลววีนไปแล้วยังไม่เลิกอีก บอกว่าไม่ใส่แล้วไง อายเค้า เลิกๆ ..
กลายเป็นแกะอีก .. เบื่อเจ้าของพูดไม่รู้่เรื่อง .. แง้วๆ
การ ที่มัดผมบ่อย ๆ นั้นเป็นการทำร้ายผมโดยตรง ซึ่งบางครั้งสารเคมีเหล่านี้จะสะสมในร่างกายและอาจเกิดรุมเร้าตามมาที่หลัง แม้กระทั่งการที่มัดหรือผูกผมก็เช่นกัน ผม ที่ถูกมัดจนตึง มักจะทำให้เรารู้สึกมึนหัว อึดอัด ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยเป็นประจำ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะนั่นเอง โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังทำร้ายตัวเองอยู่
ผู้หญิงที่ ชอบมัดผม หรือคาดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ เป็นเพราะชอบไว้ผมยาวแต่ไม่ชอบปล่อยผม ทำงานที่ไม่สะดวกต้องการความกระชับ ทำงานกลางแจ้งหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก จึงมีความจำเป็นต้องมัดผม อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาอย่างคาดไม่ถึง
เนื่องจากการรัดผม คาดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ ทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้หน้าผากกว้างมากขึ้น ยังทำให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ง่าย เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียดได้อย่างง่ายดาย
เพราะ ปกติผู้หญิงทำงานต้องแบกรับความเครียดอย่างมากอยู่แล้วในแต่ละวัน หากหันมาปล่อยผมให้สบาย ๆ บ้าง เลือดจะได้ไหลไปเลี้ยงสมองได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความเครียดและอาการปวดตึง บริเวณศีรษะและท้ายทอย เนื่องจากความเครียดได้ด้วย
ใครที่ชอบรวบผมบ่อยๆ อย่าลืมปล่อยผม ให้ผมพักผ่อนกันบ้างนะคะ ^-^
วาเลนไทน์ปีก่อนจำได้ไหม...
เธออาจจะลืมมันไป... แต่ฉันยังจำได้เสมอ
ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรา... ทุกคำพูดจากปากของเธอ
ไม่มีสักครั้งที่จะพลั้งเผลอ... ลืมมันไป
วาเลนไทน์ปีนี้... ไม่เหมือนปีก่อน
เหลือแต่ความอาวรณ์ที่ไม่อาจส่งถึงเธอได้
แต่อยากให้รับรู้... ไม่ว่าตอนนี้เธอจะอยู่กับใคร
สุขสันต์วันวาเลนไทน์... ขอให้มีความสุขตลอดไป... กับคนใหม่ของเธอ
วาเลนไทน์ปีนี้ ขอให้เพื่อนๆเว็บสะกิด สมหวังในความรัก กันทุกคนนะคะ :)
จัดการสิ่งรบกวน หามุมสงบให้เวลากับตัวเองเพื่อสะสางงานต่าง ๆ หรือเมื่อต้องการอ่านหนังสือเตรียมสอบ
ระบายความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนอ่านหนังสือหรือทำงาน ควรหยุดนึกถึงสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจจะระบายความกังวลให้พ่อแม่ เพื่อน หรืออาจเขียนไดอารี่ จะรู้สึกดีขึ้น สบายใจขึ้น ความฟุ้งซ่านจะลดลง
ผ่อนคลายอย่างมีเทคนิค เมื่อนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานสักพัก ควรผ่อนคลายโดยการลุกเดิน หาเครื่องดื่มอุ่น ๆ ทาน บริหารกล้ามเนื้อ หรือฟังเพลงสัก 5-10 นาที
กินเพิ่มสมาธิ ความตั้งใจอย่างเดียวคงไม่พอ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างเป็นสิ่งสำคัญในการทำสมาธิ
ใครที่ไม่ค่อยมีสมาธิ ลองทำตามวิธีที่สะกิด เอามาฝาก ดูนะคะ ถ้าทำได้ รับรองว่ามีสมาธิเพิ่มขึ้นแน่นอนค่ะ
พูดเลยว่า "รัก" ...บอกไปเลยว่า รักมากมาย หรือจะเป็น รักนะตัวเอง หรือ รักนะเด็กโง่ ก็ได้ไม่ว่ากัน เพราะเป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ได้ใจความและตรงประเด็น วิธีบอกรัก แบบนี้เหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่เคยปากหนัก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่เค้ยไม่เคยจะหวานใส่คุณแฟนเลยสักครั้ง ลองหาสถานที่โรแมนติก แล้วบอกรักเบา ๆ กระซิบข้างหูกันดูบ้าง หรือถ้าระดับความกล้ามีมาก (เกินปกติ) ลองตะโกนบอกรักแฟนคุณดัง ๆ ต่อหน้าคนอื่นดูบ้างไหมล่ะ แม้จะทำเขาอายหน้าแดง แต่ที่ลงทุนลงแรงไปน่ะ ได้ใจชัวร์ ๆ
ของขวัญสื่อรัก ดอกไม้ ตุ๊กตา และอื่น ๆ ที่เขาชอบหรือกำลังอยากได้ เป็นพร๊อพบอกรักที่ให้เมื่อไหร่ คนรับเป็นต้องยิ้มแก้มปริ แถมไม่ต้องพูดว่ารักตรง ๆ ก็รู้ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน เพราะการให้ของขวัญเป็น วิธีบอกรัก ที่เปรียบเหมือนการใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่าย ถ้าให้ดีวางแผนเซอร์ไพร์สโดยไม่ให้เขารู้ล่วงหน้าด้วยนะ เช่น แกล้งให้เขาไปหยิบของชิ้นนั้นเอง หรือแอบวางไว้ในรถ กระเป๋า หรือที่อื่น ๆ ที่เขาจะต้องเห็นมันแน่ ๆ เป็นต้น
SMS บอกรัก ถ้าใจไม่กล้าพอจะพูด sms ก็เป็นตัวช่วยส่งสารความรักที่ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่ถ้าอยากให้เก๋ไก๋ อาจต้องมีชั้นเชิงกันสักหน่อย เช่น พิมพ์ข้อความบอกรักไว้ก่อนล่วงหน้า (เอาแบบว่าพร้อมส่ง) และในวันสำคัญ ให้บอกคนรักของคุณว่ามีเรื่องจะพูดด้วย พร้อมทั้งทำหน้าและน้ำเสียงแบบจริงจัง แต่มีข้อแม้ว่าต้องเล่นแอ็คติ้งเนียน ๆ หน่อยนะ และเมื่อเขาอยากรู้ ในขณะที่เราก็กำลังจะเอ่ยปากบอก ให้กดส่ง sms ออกไปในทันใด ซึ่งดูเหมือนจะทำให้เสียบรรยากาศ แต่เมื่อเขาได้อ่าน sms หวาน ๆ จากคุณแล้ว รับรองหัวใจหล่นดังตุ๊บแน่นอน
บริการบอกรัก เดี๋ยวนี้อะไรก็ไฮเทค ถ้าจะเซอร์ไพร์สด้วย วิธีบอกรัก แบบเด็ดสะระตี่โดนใจโดยไม่ต้องลงมือทำเอง ก็ลองหาบริการบอกรักดูเป็นไงล่ะ ลองเสิร์จหาได้ทางอินเทอร์เน็ต มีเยอะแยะที่บริการทุกระดับประทับใจ
เพลงซึ้งบอกรัก ใครที่ชอบร้องคาราโอเกะเป็นทุนเดิม วิธีบอกรัก แบบนี้ก็เหมาะเหม็ง การที่คุณชวนคนรักไปดินเนอร์ในร้านอาหารที่มีดนตรีสด คุณอาจเตี๊ยมกับทางร้านไว้ว่าขอคิวขึ้นร้องเพลงสักเพลง และเมื่อเวลาเป็นใจก็โดดขึ้นไปร้องเพลงรักซึ้ง ๆ หรือเพลงที่คนพิเศษของคุณชอบ แต่อย่าลืมบอกผ่านไมโครโฟนไปด้วยว่าเพลงนี้สำหรับหวานใจของคุณเท่านั้น (โอ้...หวานซ้าาา)
โน้ตบอกรัก ทำได้โดยหยิบกระดาษโน้ตขนาดพอน่ารักมาเขียนคำบอกรักหวาน ๆ ชวนจั๊กกะจี้หัวใจ แปะไว้ในทุก ๆ ที่ที่เขาจะสามารถมองเห็นได้ แนะนำว่าเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี รับรองว่าคนรักของคุณต้องยิ้มไม่หุบแน่ ๆ เลย
บอกรักผ่านดีเจ ถ้าคุณคือผู้ที่กดโทรศัพท์ได้ไวพอล่ะก็ การขอเพลงบอกรักผ่านคุณพี่ดีเจ ก็เป็น วิธีบอกรัก ที่โรแมนติกไม่เบาเลย แต่ต้องแน่ใจว่าเขาคนนั้นก็กำลังฟังเพลงคลื่นเดียวกับคุณอยู่ และนอกจากจะขอเพลงเป็นตัวแทนบอกรักแล้ว อย่าลืมที่จะฝากข้อความหวาน ๆ ถึงเขาด้วยล่ะ (ไหน ๆ ก็อุตส่าห์โทรติดอ่ะนะ)
จดหมายรัก Love Letter นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้เขียนจดหมายส่งทางไปรษณีย์ งั้น... ลองหยิบกระดาษปากกามาถ่ายทอดความในใจของคุณไปถึงคนที่รักก่อนถึงวันสำคัญ ก็โรแมนติกไปอีกแบบนะ(ว่าไหม)
วาเลนไทน์ปีนี้ ลองหยิบมาใช้ อย่างน้อย สักแบบนะคะ ^-^
ใครที่ลืมเพื่อนของตัวเองอยู่ ลองอ่านกลอนนี้นะคะ
เพื่อนคนนี้งอนแล้วนะ
ก็เธอน่ะทำตัวห่างเหิน
ดูเหมือนจะแยกทางเดิน
เพราะมัวเพลินกับคนที่รู้ใจ...
ไม่ใช่ว่าอิจฉา
แต่อย่าให้ความเป็นเพื่อนลบเลือนได้ไหม
เพราะระหว่างเรามีแต่ความจริงใจ
เพื่อนยังสำคัญอยู่ใช่ไหม.....คนดี
มีแฟน ก็อย่าลืมเพื่อนๆนะ :)
".. อุดมคติปณิธานเพื่องานนั้น
ยังจำมันได้ไหมในวันนี้
หรือหลงใหลในอำนาจราชศักดิ์
สร้างมหาอาณาจักรแข่งศักดิ์ศรี
หลงรายรับหลายหลากอันมากมี
ลืมหน้าที่ที่พึงยึดตามพฤตินัย
เธอต้องเปลี่นภาพพจน์เป็นบทบาท
เพื่อนร่วมชาติยังร่วมทุกข์ร่วมยุคสมัย
จะเป็นเจ้าขุนมูลนายอยู่ได้อย่างไร
เธอต้องเป็นผู้รับใช้ประชาชน
เป็นสะพานทอดข้ามแม่น้ำใหญ่
เป็นลำแสงสว่างไสวไปทุกหน
เป็นพระลบลบสีดำความมืดมน
ลบสีแห่งทุกข์ทนทั้งหลายนั้น
เมืองใดไม่มีทหาร เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า
เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้น ไม่ช้าอับจน
เมืองใดไม่มีพานิชเลิศ เมืองนั้น ย่อมเกิดขัดสน
เมืองใดไร้ศิลปะโสภณ เมืองนั้น ไม่พ้นเสื่อมทราม
เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมือนั้นไม่แคล้วคนหยาม
เมืองใดไร้นารีงาม เมืองนั้นสิ้นความภูมิใจ
เมืองใดไม่มีดนตรีเลิศ เมืองนั้นไม่เพริศพิสมัย
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย"
กลอนข้างบนนี้แต่งโดยคุณถนอม อัครเศรณี ชื่อว่า “กลอนหัวใจเมือง” โดยใช้นามปากกาว่า “อัครรักษ์” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือของโรงเรียนประจำอำเภอบ้านโป่ง และหนังสือเจ้าพระยาเมื่อ ปี 2492 ต่อมามีผู้สำคัญผิดคิดว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์จึงนำไปแปลงเป็นเพลง เริ่มได้ยินเพลง “เมืองกังวล” เมื่อปี 2519-2520 ทำให้ผู้แต่งพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดพลาดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่ครับ หาอ่านได้ที่ สยามรัฐ 24 พย.2527 และที่สำคัญบุคคลที่เกิดความสงสัยจนต้องมาตรวจสอบและพบว่าไม่ใช่บทพระราชนิพนธ์ ก็คือ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุลครับ ท่านสืบหาจนพบผู้แต่งบทกลอนดังกล่าวซึ่งก็คือ คุณถนอม อัครเศรณี นั่นเอง
นี่เป็นความรู้สึกของคุณถนอม อัครเศรณี ต่อเรื่องดังกล่าวนะคะ
เพื่อนฝูงคิดดูเถิด บทกลอนของผมนั้นเปรียบเทียบได้เพียงเศษธุลีเป็นละอองธุลีพระบาทของบทพระราชนิพนธ์ในองค์ท่าน เมื่อมีเหตุการณ์ทำให้ประชาชนเกิดความสำคัญผิดพลาดเช่นนี้ ขืนเพิกเฉยต่อไปมิเท่ากับว่าผมปล่อยให้ราคีเกิดแปดเปื้อนแก่บทพระราชนิพนธ์ในพระองค์ท่านด้วยความมิบังควรเช่นนั้นละหรือ ช่วยชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริงโดยถูกต้องด้วยเถิด “อิงอร” เพื่อนรัก และเป็นบุญคุณหาที่เปรียบมิได้
- ถนอม อัครเศรณี
คัดลอกมาจากหนังวังพญาไท ที่คัดลอกบทความของคุณบัว ศจิเสวี จากหนังสือ 80 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉบับมีนาคม 2540
ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู
ลูก "พ่อครับ พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง"
พ่อ "ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ"
ลูก "พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
พ่อ "ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ" พ่อตอบด้วยความโมโห
ลูก "ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
ลูกพูดร้องขอ
พ่อ "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ"
ลูก "โอ.." ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง
ลูก "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10เหรียญ"
พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
พ่อ "นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะ แล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ เห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง เด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"
เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่ กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้น เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร หลังจากนั้นเกือบชั่วโมง อารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำ ลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็น ต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริงๆ และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้อง แล้วเปิดประตู
พ่อ "หลับหรือยังลูก"
ลูก "ยังครับ"
พ่อ "พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ"
เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง
ลูก "ขอบคุณครับพ่อ"
ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้าๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง
พ่อ "ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม"
ลูก "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว
พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง ....พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ ..."
อ่านจบแล้ว ... น้ำตาแทบไหล ใกล้จะวันพ่อแล้ว อย่าลืมคิดถึงคุณพ่อนะคะ