ออกกำลังกายให้เส้นผม เร่งสปีดความเร็วให้ เร่งผมยาว เร็วแบบติดเทอร์โบด้วยการก้มศีรษะให้เลือดไปเลี้ยงที่ศีรษะค้างไว้สัก 30 วินาที ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาทำเช่นนี้ทุกวัน เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นผมที่ศีรษะ ทำให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็วขึ้นด้วย
เพิ่มโปรตีน Lee Stafford ช่างทำผมคนดังของเกาะอังกฤษแนะว่า โปรตีนสามารถปกป้องและซ่อมแซมเส้นผม ช่วยลดการหลุดร่วงและการแตกหักของเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และยาวเร็วขึ้นได้
กินปลา Richard Ward กล่าวไว้ว่า ปลา พืชผักใบเขียว และบลูเบอรี่เป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ฉะนั้นบริเวณใดก็ตามในร่างกายที่มีเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงได้ดีจะทำให้ ร่างกายบริเวณนั้นแข็งแรง มีชีวิตชีวารวมไปถึงเส้นผมบนศีรษะด้วย
เคยนวดศีรษะกันบ้างไหม Phillip Kingsley เปิดเผยให้ฟังถึงศาสตร์ของการนวดศีรษะว่า การนวดศีรษะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบนศีรษะ และทำให้ระบบเมตาโบลิซึ่ม ทำงานได้อย่างเป็นปกติ และยังจะช่วยทำให้เส้นผมเติบโตเร็วขึ้น การนวดศีรษะอาจทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในขณะสระผม โดยการใช้นิ้วมือกดและนวดไปตามจุดบนศีรษะอย่างเบามือ
แปรงให้ถูก หลีกเลี่ยงการทำให้เส้นผมขาดและหลุดร่วงด้วยการไม่หวีผมขณะยังเปียกอยู่ เลือกใช้หวีซี่ใหญ่และห่างในการหวีผมช่วงผมเปียกแทน
ตัดผมบ้าง อาจ จะเคยได้ยินมาบ้างว่าการเล็มผมบ่อยๆ จะช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้น การเล็มผมนอกจากจะทำให้ผมยาวเร็วขึ้นแล้วถือว่ายังเป็นการกำจัดผมแตกปลายไป ในตัวด้วย รู้อย่างนี้แล้วก็หมั่นให้ช่างเล็มผมก็จะดีไม่ใช่น้อย
ต่อผมก็ได้ สำหรับ สาวใจร้อนที่ทนรอให้ผมยาวไม่ได้หรืออาจมีภารกิจสำคัญที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะ ต้องไว้ผมยาวภายใน 1 วัน ให้ลองมองหาร้านทำผมที่มีบริการต่อผมดู ให้เลือกใช้บริการร้านต่อผมที่ค่อนข้างมีประสบการณ์สักนิดก่อนที่คิดจะต่อผม
ถ้าใครใจร้อน ทำตามข้อ 7 นะคะ รับรองยาวเร็วทันใจแน่นอนค่ะ ^-^
ที่ญี่ปุ่นมี เนื้อปลาวาฬขายเกร่อ ทั้งแช่แข็ง ปลาวาฬกระป๋อง ปลาวาฬจิ้มจุ่ม ปลาวาฬเบอร์เกอร์ จนถึงปลาวาฬอาหารกลางวันของเด็กประถม
ญี่ปุ่นเพิ่มการจับปลาวาฬจาก 200 ตัว ต่อปี เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วมาเป็น 1,200 ตัวเมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆที่โดนห้ามจับปลาวาฬเพื่อการค้า ทำได้ไง? ก็เพราะมีความสามารถในการเลี่ยงบาลี (เหมือนคนทำงานใหญ่ๆโตๆในบ้านเรา) โดยอ้างการจับปลาวาฬเพื่อการวิจัย (วิจัยว่าถ้าไม่มีปลาวาฬ ห่วงโซ่อาหารในทะเลจะเป็นยังไง เลยต้องจับมันให้มากๆ .. โอวว) แต่พอปลาวาฬตายแล้วจะเอาเนื้อทิ้งก็เสียดาย เลยเอามาบรรจุขายกันเกร่อ
เนื้อปลาวาฬเป็นพิษ การศึกษาพบว่าเนื้อปลาวาฬมีสารท็อกซิน (Toxin) หลายชนิดในปริมาณสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อ หญิงมีครรภ์ และเด็ก สงสัยว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นถึงได้ยัดเยียด ส่งเสริมให้เด็กประถมกินเนื้อปลาวาฬ ขนาดไปหมักซอสเปรี้ยวหวานให้ เพราะกลัวเด็กๆไม่กินเนื้อเหม็นๆ
เมื่อไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นได้ประกาศเพิ่มพันธุ์ปลาวาฬที่จะจับ ซึ่งรวมปลาวาฬพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ อย่าง Fin Whale ด้วย แล้วยังไปบุกรุกจับปลาวาฬในเขตสงวนปลาวาฬโดยอ้างว่าไม่ผิดกฎเพราะจับเพื่อการ "วิจัย" กำลังโดนจวกหนักจากออสเตรเลียเพราะ 90% จับจากเขตสงวนของเค้า แถมยังถูกจับได้ว่าปลาวาฬตัวเมียที่จับมานั้น 60% เป็นปลาวาฬตั้งท้องด้วย
วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบ่นถึงชีวิตอันแสนรำเค็ญให้พ่อฟังว่า . . . เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิตและปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการ ต่อสู้และการแข่งขัน
พ่อสอนให้ลูกสาวรู้คิดโดยการต้มน้ำให้เดือดในหม้อสามใบ ใบแรก ใส่แครอท ใบที่สอง ใส่ไข่ ใบที่สาม ใส่กาแฟ เมื่อผ่านไป 20 นาทีจึงยกลง พร้อมกับถามลูกว่า "เห็นอะไรบ้าง"
“แครอท ไข่ กาแฟ” เธอตอบ
เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัส แครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่ นั้นได้ต้มจนสุกแล้ว ท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบ กาแฟ ดู เธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น
พ่ออธิบายว่า “เราได้กระทำต่อ 3 สิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือ น้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน จากเดิม แครอท ดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก ไข่...ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆ คอยห่อหุ้มของเหลวภายใน แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป . . .”
ถ้าเป็น “แครอท” แม้จะดูแข็งโป๊ก แต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา อ่อนแอ และสูญเสียเรี่ยวแรง และกำลังไป
หรือจะเป็น “ไข่” ซึ่งดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรก แต่หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ . .แม้เปลือกภายนอกยังคงเดิม แต่หัวใจ และจิตวิญญาณของอาจปวดร้าว และแข็งแกร่งขึ้นก็เป็นไปได้
หรือหากคุณเหมือน “กาแฟ” เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ ณ อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาติดีขึ้นยามนั้น หากเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด นอกจากจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว ยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย. . .
คุณเป็นคนแบบไหนคะ แครอท ไข่ หรือกาแฟ :) (ที่มา : E-mail)
วันแม่ปีนี้ ใครที่ยังไม่มีของขวัญให้คุณแม่ มาลองหาซื้อหรือลองทำเองที่ร้านแอพพลิเก้ ดูนะคะ ที่ร้านนี้เค้ามีอุปกรณ์ให้ทำเองด้วยค่ะ
เจ้าของร้านบอกว่า
"สำหรับในวันแม่ปีนี้ ทางร้านแอพพลิเก้ ได้ดีไซน์ Scrapbooking ขึ้นมาให้ลูกค้าได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ตามแบบของตัวเอง เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญวันแม่ และยังมีของอื่นๆ เช่นเครื่องประดับ ที่ติดคำว่า MOM และตัวติดเสื้อ ซึ่งเป็นตัวอักษร และตัวอักษรที่เป็นข้อความเกี่ยวกับแม่ เช่น I LOVE MOM และยังมีตัวติดรูปแบบอื่น เช่น รูปสัตว์ ที่เป็นปีเกิด หรือ รูปหัวใจ ให้ลูกค้าได้เลือกดีไซน์ แบบตามต้องการ ทุกอย่างภายในร้านสามารถนำมาทำอะไรเป็นของขวัญวันแม่ได้หมด"
ยังไงก็ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับวันแม่คือ ดูแลท่านยามแก่เฒ่านะคะ อย่าทิ้งให้ท่านอยู่ตามลำพัง
ผู้หญิงที่นั่งแล้วเอาเท้าข้างหนึ่งยกขึ้นไว้บนเก้าอี้ : มีชีวิตจิตใจมั่นคง อยู่กับสติปัญญายิ่งกว่าอารมณ์ จิตใจแน่วแน่มั่นคงและไม่ชอบคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูง
ผู้หญิงที่นั่งหัวเข่าไขว้กัน : มีความสำรวมตัวเองมาก และจะระวังเพศตรงข้ามที่ไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองเสมอ
ผู้หญิงที่นั่งห้อยเท้าทั้งคู่ลงมาตรงๆ : มีความซื่อสัตย์และมีอำนาจอยู่ในตัวเอง รักความยุติธรรมสามารถดูแลบ้านเรือนได้
ผู้หญิงที่นั่งแล้วใช้เท้าย่ำพื้นอยู่เสมอ : เป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก มีความเสียสละและเป็นแม่บ้านที่ดี ถ้าแต่งงานกับผู้ชายคนไหน ผู้ชายคนนั้น ก็จะมีความสุขและสบายใจไปทั้งชาติเชียวแหละ
ผู้หญิงที่นั่งลงแล้วใช้หน้ารองเท้าถูผ้านุ่ง : ไม่มีนิสัยเสียหายอะไร รู้จักทำตัวให้เพื่อนๆ นับถือ ไม่เคยคิดที่จะเอาเปรียบคนอื่น
ผู้หญิงที่นั่ง โดยใช้เท้าทั้งสองข้างไขว้กัน : ผู้หญิงแบบนี้มีความพอใจที่จะมีหน้าตาดีเด่น ไม่ชอบทำงานบ้าน แต่มีน้ำใจกว้างขวาง ชอบความสุภาพเรียบร้อย เมื่อเข้าสังคมจะเป็น คนที่มีมารยาทมาก
ผู้หญิงที่นั่งเอาเท้าทั้งสองข้างไขว้ทับกัน หรือที่เรียกว่านั่งขัดสมาธิ : จะเป็นคนที่ระมัดระวังตัวเองเกินไป จนกลายเป็นความหวาดระแวง ในใจจะมีแต่ความรุ่มร้อน ไม่มีความสบายใจ เธอจะเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีงาม แสดงให้เห็นว่า เธอมีความทะเยอทะยาน ดิ้นรน และใฝ่สูง เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ผู้หญิงที่นั่ง กางอ้าเท้าทั้งสองข้าง ห่างจากกัน : ชอบแสวงหาความสุข แต่ไม่รู้จักประมาณตัวเอง มีจิตใจดีงาม ชอบความสงบ มีน้ำใจโอบอ้อมอารี และเมตตาปรานี มีความจริงใจและรักความยุติธรรม
ผู้หญิงที่นั่ง แล้วใช้เท้ายกเท้าทั้งสองข้าง ขึ้นวางบนมุมเก้าอี้ : ชอบเอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น ชอบพูดประจบประแจง เข้ากับคนอื่นได้ยาก ชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ผู้หญิงที่นั่งแล้วมักยกเท้าข้างหนึ่งวางพาดไว้บนหัวเข่า : เป็นคนมีเสน่ห์ พูดเก่ง และเป็นคนที่รู้จักชีวิตมาก
แบบว่าชอบนั่งทุกท่า เลยอ่ะ ^-^
เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เธอดูโดดเด่นมาก และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย และหลังงานเลี้ยงเลิก เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ เธอประหลาดใจมาก แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง
พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งหนึ่ง เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ แต่ทันใดนั้น..... เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม อยากเอามาใส่ในกาแฟ ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ เขาอายจนต้องก้มหน้า แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย
ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้ เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล เขาเป็นลูกน้ำเค็ม เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น
เธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้างชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไปจนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี เขาก็จากเธอไป ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับหนึ่ง ข้างในมีใจความว่า ที่รัก อภัยให้ผมด้วย ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม ผมประหม่ามากในตอนนั้น จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล
แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป
ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม
ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!
น้ำตาของเธอหยด ใส่กระดาษจดหมาย จนเปียกชุ่ม และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร เธอก็จะตอบเสมอว่า "มันหวาน"
ใครที่อารมณ์ไม่ดีอยู่ ลองอ่านบทความนี้ บางที อาจจะช่วยอะไรได้บ้างนะ
ลาแซลมอนและปลาแมคเคอเรล อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีการวิจัยยืนยันว่า หากขาดกรดไขมันชนิดนี้ จะไปสู่อาการซึมเศร้าได้
ไก่และไก่งวง มีวิตามินบี 6 สูง ซึ่งเป็นสารอาหารอีกชนิดที่มีส่วนสำคัญในการผลิตเซโรโทนิน นอกจากนี้ไก่และไก่งวงยังอุดมด้วยเซเลเนียม วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ
น้ำมันคาโนลา (Canola Oil) คนที่มีอาการซึมเศร้ามักจะมีระดับวิตามินอีต่ำ ซึ่งน้ำมันคาโนลา สามารถทดแทนได้เพราะมีวิตามินอีสูงมาก อาจใช้น้ำมันคาโนลาปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชก็ได้ แต่ไม่ควรทานเกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ เพราะจะทำให้อ้วนได้
ผักโขม ผักใบเขียวอย่างผักโขมมีโฟเลตสูง ซึ่งโฟเลตมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างเซโรโทนิน ลองหันมากินสลัดผักโขม แทนสลัดผักกาดหอมทั่วไป เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ช่วยได้
ถั่วชิกพี หรือถั่วหัวช้าง (Chick Pea) มีโฟเลตและวิตามินอีสูง นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก โปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์
อาหารอร่อย ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้นะ ไม่เชื่อ.. ต้องลอง :)
นิทานสอนใจ เรื่อง วิธีการหาคู่แท้
..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ...มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่
ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า
ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้เราเจอได้ไงคับ อาจารย์บอกผมหน่อยได้ไหม คับ?
อาจารย์ : อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถาม ที่ง่ายเหมือนกันนะ
ลูกศิษย์ : อืม?....งงอะไม่เข้าใจ
อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะ เลยใช่ไหม เธอลองเดิน ไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไป ข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม
ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ (ว่าแล้ว ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า) หลังจากนั้นไม่นาน....
ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน
อาจารย์ : อืม...แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยหละ
ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆ เนี่ย ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยว ก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้ว ครับ จะเดินกลับก้อไม่ได้ เพราะจานสั่งห้ามไว้
อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ ...
ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือ คนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ ส่วนทุ่งหญ้า ก็คือ เวลา ... เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้ว คิดว่า คงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่ เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า..."เวลาไม่เคยย้อนกลับ"
ใครเคยเจอเรื่องแบบนี้ กับชีวิตจริงมั่งไหมคะ :)