นิทานสอนใจ
นิทานสอนใจ “เด็กน้อย… กับสุนัขพิการ”
เจ้าของร้านตอกป้ายติดไว้เหนือประตู มีข้อความว่า มีลูกสุนัขขาย นี่เป็นวิธีดึงดูดเด็กเล็ก ๆ ได้อย่างดี เด็กผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวใต้ป้ายแผ่นนั้น และถามว่า
ลูกหมาที่ขายราคาเท่าไรครับ " มีหลายราคา ตั้งแต่ 30 ไปจนถึง 50 เหรียญ " เจ้าของร้านตอบ หนูน้อยล้วงเข้าไปในกระเป๋าและควักสตางค์ออกมา ผมมีอยู่ 2 เหรียญกว่าเอง ขอผมดูพวกมันหน่อยได้ไหมครับ จ้าของร้านยิ้มแล้วผิวปาก
เจ้าเลดี้วิ่งออกมาจากเฉลียงข้างร้านพร้อมกับลูกสุนัขขนฟูอีก 5 ตัว หนึ่งในนั้นเดินตามมาช้า ๆ หนูน้อยสนใจลูกหมาตัวนี้ทันที เห็นได้ชัดว่ามันเดินลากขาเหมือนเป็นหมาพิการ " หมาตัวเล็ก ๆ นั่นเป็นอะไรครับ "
เจ้าของร้านบอกว่าสัตวแพทย์ตรวจตรวจเจ้าลูกหมาตัวนี้แล้วพบว่า มันไม่มีสะโพก มันจะต้องเดินขากะเผลก และจะพิการไปตลอดชีวิต เด็กชายตื่นเต้นขึ้นมาทันที " ผมขอซื้อลูกหมาตัวนี้ได้ไหมฮะ " เจ้าของร้านตอบว่า " อย่าเลย หนูคงไม่อยากได้ลูกหมาตัวนี้หรอกแต่ถ้าหนูอยากได้จริง ๆ ล่ะก็ ฉันจะยกให้ "
หนูน้อยเริ่มไม่พอใจ เขาจ้องหน้าเจ้าของร้านพร้อมกับชี้นิ้วพูดว่า " ผมไม่ต้องการให้คุณยกมันให้ผมฟรี ๆ หมาตัวนี้มีค่ามากเท่ากับตัวอื่น ๆ ทั้งหมดและผมก็จะจ่ายให้คุณเต็มราคาด้วย แต่ผมจะให้คุณไปก่อน 2 เหรียญและจะผ่อนให้เดือนละ 50 เซ็นต์จนกว่าจะครบ "
เจ้าของร้านยังค้านอีกว่า " หนูไม่อยากได้ลูกหมาตัวนี้หรอก มันวิ่งไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ และเล่นกับหนูเหมือนกับลูกหมาตัวอื่น ๆ ก็ไม่ได้ "
ถึงตอนนี้ หนูน้อยจึงนั่งลงและถกขากางเกงให้เจ้าของร้านเห็น ขาข้างซ้ายที่ลีบเล็ก และมีเหล็กแท่งใหญ่พยุงเอาไว้ เขาเงยหน้ามองเจ้าของร้านและพูดนุ่ม ๆ ว่า " นี่ไงครับ ผมเองก็วิ่งไม่ได้เหมือนกันและลูกหมาตัวนี้ก็คงต้องการใครสักคนที่เข้าใจมัน" » เว็บที่เราอ่านมา
บทความดีๆ ของขวัญจาก… ซานตาครอส
คุณครูสาวคนหนึ่งเดินถือภาพป๊อบอัพขนาด ใหญ่เดินเข้าห้องเรียนมาท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ต่ำกว่า 30 คู่ของเด็กนร.ทั้ง ชาย หญิงในชม.จริยธรรม ของ รร. คาทอลิกแห่งนี้ คุณครูสาวเห็นว่า จะเป็นการดีถ้าจะได้เล่าเรื่องซานตาครอสเพื่อแสดงให้นร. ได้เห็นถึงความรัก ความเมตตาของมนุษย์ที่มีต่อกันหนังสือต่างประเทศเล่มนั้นพิมพ์สี่สีสวยงาม มากตรงใบหน้าของซานตาครอสมีสำลีติดไว้ ตรงที่เป็นเคราดูน่าอ่านไปเสียทั้งเล่ม
ครูสาวเริ่มเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของซานตาครอสให้ นร. ฟัง
" ทุกๆปีในคืนวันคริสต์มาสอีฟ หรือ วันที่ 24 ธ.ค ซานตาครอสจะนั่งเลื่อนเทียมด้วยกวางเรนเดียร์ ไปที่บ้านของเด็กทุกคน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กๆ โดยใส่ในถุงเท้าที่แขวนไว้ปลายเตียง ซานตาครอส ตัวจริงมีชื่อว่า เซนต์นิโคลาส มีชีวิตอยู่ในราว ศตวรรษที่ 4 เป็นคนใจดีมาก ได้ รับการแต่งตั้งให้เป็น สังฆราชแห่งมาราจนกระทั้งเมื่อท่านเสียชีวิตไป คนก็ยังนึกถึงท่านอยู่ซานตาครอสอ้วนพุงพลุ้ยใส่ชุดแดงขาวนี้ นักวาดการ์ตูน ชาว US คนนึงชื่อโทมัสแนส ได้วาดรูปซานตาครอสขึ้นมาจากจินตนาการของเขา ทำให้เป็นที่แพร่หลาย หลังจากนั้นคนทั้งโลกก็รู้จักซานตาครอสในรูปลักษณ์อย่างนั้น
"เด็กทุกคนนั่งฟังอย่างสนใจเรื่องราวเทพนิยายล้วนเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆทั้งสิ้นคุณ ครูมองไปที่ปฏิกิริยาของเด็กแต่ละคน สุดาทิพย์เด็กหญิงลูกนักธุรกิจใหญ่กำลังคุยอวดเพื่อนว่า เธอได้รับของขวัญจากซานตาครอสหลายชิ้นทุกปีพายัพลูกนายแพทย์ก็เช่นกัน เด็กคนนึงนั่งฟังเพื่อนด้วยดวงตาฝันแต่แล้วก็ถอนใจ
คุณครูสมจินตนา รู้จักเด็กคนนี้เป็นอย่างดี ชัยยศ เป็นเด็กช่างฝัน เขาเป็นเด็กยากจนที่ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน จากบาทหลวงเจ้าของ รร. ผู้ใจดี แม่ของชัยยศเป็นแม่ค้าขายน้ำอัดลม และน้ำผลไม้ใกล้ๆ รร. สามีเป็นคนขี้เมา มิหนำซ้ำ นางยังมีลูกหลายคน
ชัยยศเป็นลูกหัวปี " ครูครับ ซานตาครอสจะให้ของขวัญกับเด็กยากจนบ้างมั้ยครับ ทำไมผมไม่เคยได้ "
ชัยยศถามคำถาม " ได้ซิจ๊ะ ยิ่งเด็กที่ยิ่งจน ซานต้าก็จะยิ่งสงสาร เธอลองอธิษฐานว่าจะเป็นเด็กดี ซานตาครอสก็จะมาหาเธอเอง เอาอย่างนี้กันมั้ยล่ะ พวกเธอทุกคนเขียน จม.บอกซานตาครอส ว่าอยากได้อะไรกัน
ครูจะเป็นธุระจัดส่งให้ " เด็กทุกคนอมยิ้มถูกใจ โดยเฉพาะชัยยศ ดวงตาของเขาเป็นประกายแสดงถึงความหวัง กอง จม. สามสิบกว่าฉบับ ส่วนใหญ่เป็นการขอของขวัญตามประสาเด็ก มีเพียงจม.ของชัยยศเท่านั้น ที่ครูสมจินตนารู้สึกว่า อยากจาส่งให้ถึงมือซานตาครอสผู้บันดาลให้ได้ทุกอย่างจริงๆ
“ ลุงซานต้าคับ ผมเป็นเด็กดีมาตลอด เชื่อฟังที่ครูบอกทุกอย่างผมอยากให้ซานต้าช่วยผมบ้าง ผมอยากให้มีหน้าร้อนตลอดปี แม่จะได้ขายน้ำได้มาก ๆ แล้วไม่อารมณ์เสีย วันไหนอากาศเย็นหรือฝนตก แม่จะขายของได้น้อย ผมกับน้องจะถูกตี บางทีไม่รู้สาเหตุว่า เราทำอะไรผิด พ่อของผมไม่ทำงาน กินแต่เหล้า เมาแล้วก็ทะเลาะกับแม่ ซานต้าช่วยเอาเหล้าทิ้งไปจากโลกได้มั้ยคับ ผมอยากมีครอบครัวที่ดีเหมือนเพื่อนๆ ผมเล่าเรื่องลุงซานต้าให้แม่ฟัง แม่โกรธใหญ่หาว่าผมบ้า ด่าผมหยาบคาย ตีผมหลายที รอยด่างที่กระดาษคือน้ำตาของผมที่ส่งมาให้ลุงซานต้าดู ทำไมลุงไม่ทำให้แม่เชื่อบ้าง ผมบอกแม่ไปว่า ผมมีสิทธิ์จะฝัน ถึงแม่จะตีผมอีกร้อยครั้ง แม่ก็ไม่อาจห้ามผมได้” ผู้ไม่เคยขออะไรจากลุง
น้ำตาแห่งความเวทนารินออกมาจนได้ ทั้งที่พยายามสกัดไว้ในที่สุดก็ปล่อยให้มันไหล ครูจะก้าวก่ายเกินบทบาทของตัวเองมากไปหรือเปล่า ถ้าจะทำให้ฝันของเธอเป็นจริง อย่างน้อยที่สุดครูก็เห็นด้วยกับเธอชัยยศ ที่ว่า เธอมีสิทธิ์ที่จะฝัน ครูสมจินตนาได้ขออนุญาตบาทหลวงเจ้าของ รร. ในการจัดงานฉลองพระคริสต์สมภพ เธอแจ้งแก่ นร. ให้เป็นผู้อ่าน จม. ที่เขียนถึงซานตาครอสด้วยตัวเอง เพราะในงาน ซานตาครอสจะมาที่ รร. แม่ของชัยยศได้รับอนุญาตให้มาขายของในบริเวญงานด้วยความช่วยเหลือของครูสมจินตนาแม่เลยมีอารมณ์ดีตลอดวัน เพราะขายดีมากในวันที่ไม่มีการสอน และงานจัดขึ้นที่กลางแจ้ง มีผู้ปกครองมาร่วมสนุกด้วย ซานตาครอสอยู่ในชุดแดง ตัวอ้วนกลมใหญ่ ปิดหน้าตาด้วยเคราและคิ้วเห็นแต่ลูกนัยน์ ตา คนที่สวมชุดนี้ได้ ต้องอดทนกับอากาศร้อนได้ดีทีเดียว เด็ก ๆ เดินเข้าไปอ่าน จม. ทีละคน ซานต้าก็หยิบของขวัญขึ้นมาให้เด็ก ๆ ตามถุงที่มีชื่อ ติดเอาไว้แล้ว
จนกระทั้งถึงคิวของชัยยศ เขาเดินไปที่ซานตาครอส จับแขนในผ้านวมและกอดเสียแน่นราวกับจะตอกย้ำให้ตัวเอง แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป
ซานต้าเองก็กอดตอบเขาเช่นกัน ซานต้าหัวเราะเขาด้วย ท่าทางเขาคงมีท่าทางตลกกว่าเพื่อนคนอื่น ชัยยศอ่าน จม. ของเขาให้ซานตาครอสฟัง
เขาเห็นซานตาครอสนิ่งเงียบไป แล้วก้อตาแดง น้ำตาไหล พูดอะไรงึมงำฟังไม่ถนัด เพราะเคราที่ติดอยู่ เขาทำให้ซานตาครอสเสียใจซะแล้ว แล้วท่านจะช่วยเหลือเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครสังเกตว่า ครูสมจินตนายืนสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เธอเห็นอากัปกิริยาของ ซานตาครอสที่ลงทุนจ้างมาทำหน้าที่นี้ถึงห้าร้อยบาท
ของขวัญมากมายในถุงที่ทำให้ความฝันของเด็กๆได้เป็นจริงมาจากความอนุเคราะห์ของผู้ปกครองที่มีฐานะดี
ครูสมจินตนาขอแบ่งปันความสุขที่เขาได้แจกจ่ายให้กับลูกให้เด็กคนอื่นได้รู้จักมันบ้าง
ที่สำคัญที่สุด ครูสมจินตนาอยากให้ชายขี้เมาที่ไร้ค่าคนนึง ได้มารับฟังความในใจจากปากลูกของเขาด้วยตัวเอง ในสิ่งที่เค้าให้กับลูกได้ ถ้ามีความตั้งใจและมีสำนึกในหน้าที่ของพ่อ เด็กที่เชื่อในความฝันอันสวยงาม จะโตเป็นคนที่อ่อนโยน และเข้าใจคนอื่นเมื่อเขาโตขึ้น เพื่อที่เค้าจะได้ทำหน้าที่สานฝันให้เด็กรุ่นใหม่ต่อไป
.... อ่านจบแล้ว น้ำตาจะไหล ... » เว็บที่เราอ่านมา
นิทานความรักซึ้งๆ “มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง….”
มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก ทุกวันพวกเขาจะพากันไปดู พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้ ทุกคนที่เคยพบเจอพวกเขา จะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ
แต่แล้ววันหนึ่ง..
เกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอนอนเงียบ ๆ อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา ตอนกลางวัน ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ ทั้งๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใด ๆ เลย ตกกลางคืน ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาออนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว ผ่านไป 1 เดือน หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด แต่แล้ววันหนึ่ง พระผู้เจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่มและตกลงที่[ประทาน]พรให้แก่เขา
พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชาย หนุ่มว่า
“เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า
“ ผมยอมครับ” พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า
“งั้นดีฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลง ปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ” ฟ้าสางแล้ว ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาลหญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน. หลายวันผ่านไป หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย เธอออกตะเวณหาข่าวคราวของชายหนุ่ม แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มหายไปอยู่ที่ไหน หญิงสาวยังไม่ละ
ความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ
ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอ ได้[แต่]บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง [ทว่า]เขาไม่สามารถที่ส่งเสียงไม่สามารถโอบกอด[เธอ] เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คาดสายตาเท่านั้น ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว อยากใช้ปากเล็ก ๆ จูบที่หน้าผาก แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอก็ไม่สามารถเรียกร้องความ สนใจจากหญิงสาวได้
แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา เพื่อจะพบว่าร่างอันคุ้นตานั้นบัดนี้ได้ยืนเคียงคู่ อยู่กับชายรูปร่างสันทัด คนหนึ่ง ภาพ ๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บ สาหัสทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก และ ใจดี คนนั้น และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น แน่นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก
เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก หลังจากนั้นไม่กี่วัน แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิยต์ขึ้น
พลบค่ำก็อยู่ที่ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก แต่สำหรับเขาแล้ว นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก เจ้าแมลงปอบินต่ำลง ๆ ทุกวันด้วยความรู้สีกที่เจ็บปวด เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่ ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3 เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม
ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบา ๆ จากเขาผู้นั้น ดูท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวดตัวหนึ่ง
ยิ่งไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตสิ่งที่ผ่านไป วันครบรอบปีที่ 3 ที่พระผู้เป็นกำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้วคนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่ม ได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง เจ้าแมลงปอค่อย ๆ บินเข้าไปในโบสถ์ และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้าเขาได้ยินเสียงของคนรัก ที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า “ฉันยอมรับ” เขาเห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่. เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา
พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม” เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า” พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว” เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนตอบว่า
“ ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ” บางบุพเพ ชะตาถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป บางบุพเพ ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ แต่เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่งเราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม
เก็บมาฝาก เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในนิทาน
วันหนึ่งผมได้มีโอกาสเปิดอ่านหนังสือภาพ เพื่อกล่อมหลานสาวตัวดีให้นอนกลางวัน.. มันเป็นหนังสือการ์ตูนพูห์และผองเพื่อน ผมได้เปิดอ่านให้เจ้าหญิงตัวน้อยๆ ของผมฟังจนถึงหน้าๆหนึ่ง... มีภาพและใจความดังนี้
Piglet sidled up to Pooh from behind
" Pooh! " he whispered.
" Yes, Piglet?"
" Nothing " said Piglet, talking Pooh's paw.
" I just wanted to be sure of you " มีอีก » เว็บที่เราอ่านมา
นิทานสอนใจ กองฟืนเท่าภูเขา ก็มิอาจทดแทนคุณมารดา
กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านชนบทอันไกลแสนไกล มีครอบครัวเล็กๆอาศัยอยู่ริมเชิงเขา พ่อมีอาชีพเก็บฟืนไปขายที่ตลาดทุกๆเช้า แม่ทำงานบ้าน ส่วนลูกชายอยู่ในวัยหนุ่มเป็นคนเกลียดคล้านไม่ยอมช่วยการงานพ่อแม่ พอถึงเวลาอาหารก็เอะอะโวยวายโมโหหิว พาลปาข้าวของเสียหาย
มีอีก » เว็บที่เราอ่านมา
เคยดูรึยัง
นิทานความรักซึ้งๆ “มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง….”
มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก ทุกวันพวกเขาจะพากันไปดู พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้ ทุกคนที่เคยพบเจอพวกเขา จะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ
แต่แล้ววันหนึ่ง..
เกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอนอนเงียบ ๆ อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา ตอนกลางวัน ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ ทั้งๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใด ๆ เลย ตกกลางคืน ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาออนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว ผ่านไป 1 เดือน หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด แต่แล้ววันหนึ่ง พระผู้เจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่มและตกลงที่[ประทาน]พรให้แก่เขา
พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชาย หนุ่มว่า
“เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า
“ ผมยอมครับ” พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า
“งั้นดีฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลง ปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ” ฟ้าสางแล้ว ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาลหญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน. หลายวันผ่านไป หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย เธอออกตะเวณหาข่าวคราวของชายหนุ่ม แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มหายไปอยู่ที่ไหน หญิงสาวยังไม่ละ
ความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ
ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอ ได้[แต่]บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง [ทว่า]เขาไม่สามารถที่ส่งเสียงไม่สามารถโอบกอด[เธอ] เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คาดสายตาเท่านั้น ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว อยากใช้ปากเล็ก ๆ จูบที่หน้าผาก แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอก็ไม่สามารถเรียกร้องความ สนใจจากหญิงสาวได้
แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา เพื่อจะพบว่าร่างอันคุ้นตานั้นบัดนี้ได้ยืนเคียงคู่ อยู่กับชายรูปร่างสันทัด คนหนึ่ง ภาพ ๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บ สาหัสทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก และ ใจดี คนนั้น และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น แน่นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก
เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก หลังจากนั้นไม่กี่วัน แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิยต์ขึ้น
พลบค่ำก็อยู่ที่ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก แต่สำหรับเขาแล้ว นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก เจ้าแมลงปอบินต่ำลง ๆ ทุกวันด้วยความรู้สีกที่เจ็บปวด เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่ ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3 เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม
ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบา ๆ จากเขาผู้นั้น ดูท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวดตัวหนึ่ง
ยิ่งไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตสิ่งที่ผ่านไป วันครบรอบปีที่ 3 ที่พระผู้เป็นกำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้วคนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่ม ได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง เจ้าแมลงปอค่อย ๆ บินเข้าไปในโบสถ์ และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้าเขาได้ยินเสียงของคนรัก ที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า “ฉันยอมรับ” เขาเห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่. เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา
พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม” เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า” พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว” เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนตอบว่า
“ ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ” บางบุพเพ ชะตาถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป บางบุพเพ ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ แต่เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่งเราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม
เก็บมาฝาก เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในนิทาน
วันหนึ่งผมได้มีโอกาสเปิดอ่านหนังสือภาพ เพื่อกล่อมหลานสาวตัวดีให้นอนกลางวัน.. มันเป็นหนังสือการ์ตูนพูห์และผองเพื่อน ผมได้เปิดอ่านให้เจ้าหญิงตัวน้อยๆ ของผมฟังจนถึงหน้าๆหนึ่ง... มีภาพและใจความดังนี้
Piglet sidled up to Pooh from behind
" Pooh! " he whispered.
" Yes, Piglet?"
" Nothing " said Piglet, talking Pooh's paw.
" I just wanted to be sure of you " มีอีก
บทความดีๆ ของขวัญจาก… ซานตาครอส
คุณครูสาวคนหนึ่งเดินถือภาพป๊อบอัพขนาด ใหญ่เดินเข้าห้องเรียนมาท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ต่ำกว่า 30 คู่ของเด็กนร.ทั้ง ชาย หญิงในชม.จริยธรรม ของ รร. คาทอลิกแห่งนี้ คุณครูสาวเห็นว่า จะเป็นการดีถ้าจะได้เล่าเรื่องซานตาครอสเพื่อแสดงให้นร. ได้เห็นถึงความรัก ความเมตตาของมนุษย์ที่มีต่อกันหนังสือต่างประเทศเล่มนั้นพิมพ์สี่สีสวยงาม มากตรงใบหน้าของซานตาครอสมีสำลีติดไว้ ตรงที่เป็นเคราดูน่าอ่านไปเสียทั้งเล่ม
ครูสาวเริ่มเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของซานตาครอสให้ นร. ฟัง
" ทุกๆปีในคืนวันคริสต์มาสอีฟ หรือ วันที่ 24 ธ.ค ซานตาครอสจะนั่งเลื่อนเทียมด้วยกวางเรนเดียร์ ไปที่บ้านของเด็กทุกคน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กๆ โดยใส่ในถุงเท้าที่แขวนไว้ปลายเตียง ซานตาครอส ตัวจริงมีชื่อว่า เซนต์นิโคลาส มีชีวิตอยู่ในราว ศตวรรษที่ 4 เป็นคนใจดีมาก ได้ รับการแต่งตั้งให้เป็น สังฆราชแห่งมาราจนกระทั้งเมื่อท่านเสียชีวิตไป คนก็ยังนึกถึงท่านอยู่ซานตาครอสอ้วนพุงพลุ้ยใส่ชุดแดงขาวนี้ นักวาดการ์ตูน ชาว US คนนึงชื่อโทมัสแนส ได้วาดรูปซานตาครอสขึ้นมาจากจินตนาการของเขา ทำให้เป็นที่แพร่หลาย หลังจากนั้นคนทั้งโลกก็รู้จักซานตาครอสในรูปลักษณ์อย่างนั้น
"เด็กทุกคนนั่งฟังอย่างสนใจเรื่องราวเทพนิยายล้วนเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆทั้งสิ้นคุณ ครูมองไปที่ปฏิกิริยาของเด็กแต่ละคน สุดาทิพย์เด็กหญิงลูกนักธุรกิจใหญ่กำลังคุยอวดเพื่อนว่า เธอได้รับของขวัญจากซานตาครอสหลายชิ้นทุกปีพายัพลูกนายแพทย์ก็เช่นกัน เด็กคนนึงนั่งฟังเพื่อนด้วยดวงตาฝันแต่แล้วก็ถอนใจ
คุณครูสมจินตนา รู้จักเด็กคนนี้เป็นอย่างดี ชัยยศ เป็นเด็กช่างฝัน เขาเป็นเด็กยากจนที่ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน จากบาทหลวงเจ้าของ รร. ผู้ใจดี แม่ของชัยยศเป็นแม่ค้าขายน้ำอัดลม และน้ำผลไม้ใกล้ๆ รร. สามีเป็นคนขี้เมา มิหนำซ้ำ นางยังมีลูกหลายคน
ชัยยศเป็นลูกหัวปี " ครูครับ ซานตาครอสจะให้ของขวัญกับเด็กยากจนบ้างมั้ยครับ ทำไมผมไม่เคยได้ "
ชัยยศถามคำถาม " ได้ซิจ๊ะ ยิ่งเด็กที่ยิ่งจน ซานต้าก็จะยิ่งสงสาร เธอลองอธิษฐานว่าจะเป็นเด็กดี ซานตาครอสก็จะมาหาเธอเอง เอาอย่างนี้กันมั้ยล่ะ พวกเธอทุกคนเขียน จม.บอกซานตาครอส ว่าอยากได้อะไรกัน
ครูจะเป็นธุระจัดส่งให้ " เด็กทุกคนอมยิ้มถูกใจ โดยเฉพาะชัยยศ ดวงตาของเขาเป็นประกายแสดงถึงความหวัง กอง จม. สามสิบกว่าฉบับ ส่วนใหญ่เป็นการขอของขวัญตามประสาเด็ก มีเพียงจม.ของชัยยศเท่านั้น ที่ครูสมจินตนารู้สึกว่า อยากจาส่งให้ถึงมือซานตาครอสผู้บันดาลให้ได้ทุกอย่างจริงๆ
“ ลุงซานต้าคับ ผมเป็นเด็กดีมาตลอด เชื่อฟังที่ครูบอกทุกอย่างผมอยากให้ซานต้าช่วยผมบ้าง ผมอยากให้มีหน้าร้อนตลอดปี แม่จะได้ขายน้ำได้มาก ๆ แล้วไม่อารมณ์เสีย วันไหนอากาศเย็นหรือฝนตก แม่จะขายของได้น้อย ผมกับน้องจะถูกตี บางทีไม่รู้สาเหตุว่า เราทำอะไรผิด พ่อของผมไม่ทำงาน กินแต่เหล้า เมาแล้วก็ทะเลาะกับแม่ ซานต้าช่วยเอาเหล้าทิ้งไปจากโลกได้มั้ยคับ ผมอยากมีครอบครัวที่ดีเหมือนเพื่อนๆ ผมเล่าเรื่องลุงซานต้าให้แม่ฟัง แม่โกรธใหญ่หาว่าผมบ้า ด่าผมหยาบคาย ตีผมหลายที รอยด่างที่กระดาษคือน้ำตาของผมที่ส่งมาให้ลุงซานต้าดู ทำไมลุงไม่ทำให้แม่เชื่อบ้าง ผมบอกแม่ไปว่า ผมมีสิทธิ์จะฝัน ถึงแม่จะตีผมอีกร้อยครั้ง แม่ก็ไม่อาจห้ามผมได้” ผู้ไม่เคยขออะไรจากลุง
น้ำตาแห่งความเวทนารินออกมาจนได้ ทั้งที่พยายามสกัดไว้ในที่สุดก็ปล่อยให้มันไหล ครูจะก้าวก่ายเกินบทบาทของตัวเองมากไปหรือเปล่า ถ้าจะทำให้ฝันของเธอเป็นจริง อย่างน้อยที่สุดครูก็เห็นด้วยกับเธอชัยยศ ที่ว่า เธอมีสิทธิ์ที่จะฝัน ครูสมจินตนาได้ขออนุญาตบาทหลวงเจ้าของ รร. ในการจัดงานฉลองพระคริสต์สมภพ เธอแจ้งแก่ นร. ให้เป็นผู้อ่าน จม. ที่เขียนถึงซานตาครอสด้วยตัวเอง เพราะในงาน ซานตาครอสจะมาที่ รร. แม่ของชัยยศได้รับอนุญาตให้มาขายของในบริเวญงานด้วยความช่วยเหลือของครูสมจินตนาแม่เลยมีอารมณ์ดีตลอดวัน เพราะขายดีมากในวันที่ไม่มีการสอน และงานจัดขึ้นที่กลางแจ้ง มีผู้ปกครองมาร่วมสนุกด้วย ซานตาครอสอยู่ในชุดแดง ตัวอ้วนกลมใหญ่ ปิดหน้าตาด้วยเคราและคิ้วเห็นแต่ลูกนัยน์ ตา คนที่สวมชุดนี้ได้ ต้องอดทนกับอากาศร้อนได้ดีทีเดียว เด็ก ๆ เดินเข้าไปอ่าน จม. ทีละคน ซานต้าก็หยิบของขวัญขึ้นมาให้เด็ก ๆ ตามถุงที่มีชื่อ ติดเอาไว้แล้ว
จนกระทั้งถึงคิวของชัยยศ เขาเดินไปที่ซานตาครอส จับแขนในผ้านวมและกอดเสียแน่นราวกับจะตอกย้ำให้ตัวเอง แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป
ซานต้าเองก็กอดตอบเขาเช่นกัน ซานต้าหัวเราะเขาด้วย ท่าทางเขาคงมีท่าทางตลกกว่าเพื่อนคนอื่น ชัยยศอ่าน จม. ของเขาให้ซานตาครอสฟัง
เขาเห็นซานตาครอสนิ่งเงียบไป แล้วก้อตาแดง น้ำตาไหล พูดอะไรงึมงำฟังไม่ถนัด เพราะเคราที่ติดอยู่ เขาทำให้ซานตาครอสเสียใจซะแล้ว แล้วท่านจะช่วยเหลือเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครสังเกตว่า ครูสมจินตนายืนสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เธอเห็นอากัปกิริยาของ ซานตาครอสที่ลงทุนจ้างมาทำหน้าที่นี้ถึงห้าร้อยบาท
ของขวัญมากมายในถุงที่ทำให้ความฝันของเด็กๆได้เป็นจริงมาจากความอนุเคราะห์ของผู้ปกครองที่มีฐานะดี
ครูสมจินตนาขอแบ่งปันความสุขที่เขาได้แจกจ่ายให้กับลูกให้เด็กคนอื่นได้รู้จักมันบ้าง
ที่สำคัญที่สุด ครูสมจินตนาอยากให้ชายขี้เมาที่ไร้ค่าคนนึง ได้มารับฟังความในใจจากปากลูกของเขาด้วยตัวเอง ในสิ่งที่เค้าให้กับลูกได้ ถ้ามีความตั้งใจและมีสำนึกในหน้าที่ของพ่อ เด็กที่เชื่อในความฝันอันสวยงาม จะโตเป็นคนที่อ่อนโยน และเข้าใจคนอื่นเมื่อเขาโตขึ้น เพื่อที่เค้าจะได้ทำหน้าที่สานฝันให้เด็กรุ่นใหม่ต่อไป
.... อ่านจบแล้ว น้ำตาจะไหล ...
นิทานสอนใจ กองฟืนเท่าภูเขา ก็มิอาจทดแทนคุณมารดา
กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านชนบทอันไกลแสนไกล มีครอบครัวเล็กๆอาศัยอยู่ริมเชิงเขา พ่อมีอาชีพเก็บฟืนไปขายที่ตลาดทุกๆเช้า แม่ทำงานบ้าน ส่วนลูกชายอยู่ในวัยหนุ่มเป็นคนเกลียดคล้านไม่ยอมช่วยการงานพ่อแม่ พอถึงเวลาอาหารก็เอะอะโวยวายโมโหหิว พาลปาข้าวของเสียหาย
มีอีก