เรื่องน่าอ่าน
แฟนแบบนี้ ควรหลีกไกล ก่อนที่จะถลำลึก
แฟนประเภทชอบรื้อฟื้น เช่น คบกันอยู่ดีๆ แต่วันร้ายคืนสยองเขากลับ มักพูดถึงแต่แฟนเก่า ว่าเป็นคนอย่างงั้น อย่างโน้น นัยว่าหล่อน เป็นแม่พิมพ์ประจำใจเขานั่นแหละ แถมเล่าแล้วไม่เล่าเปล่าเสียด้วยนะ มีการจับทั้งแฟน ปัจจุบันกับอดีตหวานใจมาเปรียบเทียบซะกระเจิด กระเจิง แล้วไอ้ที่ เขาพูดๆ พล่ามๆ เรื่องรักเก่าสมัย ม.3 อะไรเนี่ย มันเป็นสิ่งสร้างสรรค์ หรือทำให้รักปัจจุบัน เหนียวแน่นหรือก็เปล่าเลย ยิ่งเห่า เอ้ย ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้แฟนคนล่าสุดหมดกำลังใจไปเรื่อยๆ แถมดีไม่ดี เขาอาจเก็บภาพสมัยที่เคยระเริงรักกับแฟนเก่า ซึ่งซุกไว้ในเอ็กซ์ไฟล์ ส่วนตัวมาเปิดดูบ่อยๆ โดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้ แล้วอย่างนี้จะให้รักกันไหวไหมล่ะ
แฟนชอบโกหกจนเป็นสันดาน ข้อนี้คงไม่ต้องอาศัยคำอธิบายอะไรให้มาก เพราะ ใครบ้าง ที่ไม่รู้อยู่แก่ใจว่า การโกหก คือยาพิษที่ บ่อนทำลายความรักได้ง่ายและฉับไวที่สุดบ้างนะ เหตุนี้ ถ้ามีแฟนจัดเข้าข่ายเป็นพวกโก-Six หรือมุสาวาจา เป็นกิจวัตร หรือพวกชอบโชว์มาด “มือถือสาก ปากถือศีล” ล่ะก็ ถ้าไม่เลิกกันวันนี้ พรุ่งนี้ ก็คงมะรืนนี้แหละ สักวันนึงย่อมทนกันไม่ได้อยู่ดี
แฟนเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า แบบ ว่าเผลอเป็นไม่ได้ ต้องสะเหร่อแบ่งกายไปเบียด คนอื่นอยู่เรื่อย แต่ใช้ข้ออ้างเดิมๆ ว่า เพราะเด็กมันยั่ว เลยหลวมตัวนอตหลุด งั้นเชิญไปไขก๊อกกันทุกคืนเลยแล้วกัน เราอย่าลดตัว เป็นมารคอหอยเขาหน่อยเลย
แฟนที่ไม่สนว่า จำเป็นต้องเอาใจคนรักอะไร กันนักหนา .ถ้าไม่รู้จักเอาใจสวีตฮาร์ท แล้วจะให้อีกฝ่ายคอย แต่เอาใจใส่เขาหรือยังไง หากรักกันจริงก็ควรเทกแคร์กันสิเพ่ เท กแคร์น่ะแปลว่า ดูแลเอาใจใส่ไม่ ใช่ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเหลียวแล เค้าว่า ความรักคือการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กันไม่ใช่หรือ? แล้วเคยให้กันบ้างไหม?
แฟนไม่เคยมีเวลาให้ รวมไปถึงชอบผิดนัด นิยมบอกปัด อ้างงานเยอะ แม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่รู้หายหัวไปไหน ขืน เป็นงี้ แล้วจะเป็นแฟนกันไปทำไม? จะเป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนก็แปะเอี้ย (เหมือนกัน) ไม่เห็นมีอะไรต่าง นอกจากอยากเป็นแฟนเฉพาะทางโทรศัพท์ก็ว่าไปอย่าง
แฟนไม่เคยทำตามสัญญา ให้ความหวังด้วยลมปากเป็นอย่างเดียว แต่ทำให้หวังเป็นจริง ไม่ได้ก็แย่
แฟนที่ชอบตอกย้ำซ้ำเติมปมด้อยให้น้อยเนื้อต่ำใจได้ตลอดเวลา เอ๊ะ ถ้าไม่เห็นเรามีดีแล้วตกลงมารักกันให้เจ็บๆคันๆ ทำไมเหรอ ถ้ารักแล้ว พูดจาภาษาดอกไม้ หาเรื่องดีๆ เป็นสิริมงคลมาคุยกันไม่ได้ งั้นหันมาเป็นศัตรูกันยังเก๋ซะกว่า นี่ล่ะหนา ถึงอยากถามใครต่อใคร ว่าก่อนจะรัก หล่อนพร้อมจะเจ็บกระดองใจหรือยังจ๊ะ
ใครที่มีแฟนแบบนี้ ห่างๆบ้างก็ดีนะคะ » เว็บที่เราอ่านมา
เรื่องน่ารู้ เทคนิคการปฏิเสธ เพื่อไม่ให้หักหาญน้ำใจ
ตอบปฏิเสธออกไปตรงๆ โดยพูดเน้นคำว่า “ไม่” สัก 2 ครั้ง เพื่อให้คู่สนทนารู้ว่า คุณไม่ต้องการ หรือทำในสิ่งที่เขาขอร้องไม่ได้จริงๆ ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า “ขอบคุณ” ให้ดูดีมีมารยาท ตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ หลายคนต้องพบเจออยู่เป็นประจำ เช่น หากมีใครมาชวนไปทานข้าวกลางวัน แต่คุณไม่อยากไป หรือไปไม่ได้ให้ตอบว่า “ไม่ค่ะ ฉันไปไม่ได้จริงๆ ขอบคุณค่ะที่ชวน”
การสะท้อนถึงคำว่า “ไม่” สำหรับเทคนิคนี้มีหลักการคือ ก่อนคุณจะปฏิเสธนั้น ให้คุณขึ้นต้นด้วยประโยคที่สื่อได้ว่า คุณรู้ในสิ่งที่คนชวนต้องการ แต่คุณก็ไปด้วยไม่ได้จริงๆ (สะท้อนให้เขารู้ ว่าคุณเข้าใจความต้องการหรือเจตนาเขา ก่อนจะตอบปฏิเสธ) ตัวอย่าง “ฉันทราบค่ะว่าคุณอยากคุยกับฉัน เกี่ยวกับแผนงานประจำปีในมื้อกลางวันนี้ แต่ฉันไปด้วยไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
บอกเหตุผลในการปฏิเสธ สำหรับเทคนิคนี้ ต้องเน้นนะคะว่า ให้บอกเหตุผลในการปฏิเสธเพียงสั้นๆ เท่านั้น เอาแบบ สั้น ง่าย ได้ใจความ อย่าเยิ่นเย้อ หรือชักแม่น้ำทั้ง 5 มาสาธยาย เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ดูน่ารำคาญ และไม่จริงใจ เหมือนพยายามหาข้ออ้างมาปฏิเสธมากกว่า ตัวอย่าง “ฉันคงไปทานข้าวเย็นกับคุณไม่ได้ เพราะมีงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในค่ำนี้”
ปฏิเสธแบบต่อรอง อัน นี้เป็นมุมมองการปฏิเสธแบบนักธุรกิจสักหน่อย หลักการอยู่ที่ว่า หากคุณทำในสิ่งที่เขาขอร้อง หรือชักชวนในครั้งนี้ไม่ได้ ก็ให้ยื่นข้อเสนอไปว่า เอาไว้คราวหน้าได้ไหม? ตัวอย่าง “ฉันไปทานข้าวกับคุณวันนี้ไม่ได้จริงๆ เอาไว้เป็นโอกาสหน้าก็ได้ไหมคะ”
การปฏิเสธแล้วถามกลับ เทคนิคข้อนี้มีหลักการคือ เมื่อพูดปฏิเสธไปแล้ว ให้ยิงคำถามกลับไปทันที ตัวอย่าง (ขอยกตัวอย่างประโยคการปฏิเสธที่แอบหยอดคนชวนไว้เล็กๆ) “เราคงไปทานข้าวมือกลางวันในวันนี้ไม่ได้จริงๆ แต่มันจะมีโอกาสหน้าอีกไหมคะ ที่เราจะได้ไปทานด้วยกัน”
ทวนคำปฎิเสธ เทคนิคสุดท้ายนี้ ถือว่าได้รับความนิยมที่สุด เพราะเป็นเทคนิคการพูดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า เราใส่ใจเขา และในความจริงแล้ว เราเองก็ไม่ปฏิเสธเขาแต่มันจำเป็นต้องปฏิเสธจริงๆ นั่นคือ เทคนิคการทวนคำปฏิเสธหลายๆ รอบ ด้วยประโยคต่อๆ กัน ตัวอย่าง “เราคงไปทานข้าวกับเธอไม่ได้จริงๆ อยากไปด้วยนะแต่ไปไม่ได้ จริงๆ นะ ถ้าไปได้วันนี้คิดว่าจะเลี้ยงเธอเลย แต่มันไปไม่ได้จริงๆ” (แอบขำทำเป็นเนียนว่าจะเลี้ยงเขาซะด้วย)
ใครที่เจอคนตื้อบ่อยๆ ลองทำตามคำแนะนำดูนะคะ ไม่แน่น้า เค้าอาจจะถอยทับไปเองก็ได้ ถ้าเจอคำปฏิเสธบ่อยๆ » เว็บที่เราอ่านมา
วางตัวอย่างไร… เมื่อมีรักในที่ทำงาน (บทความ)
ใจร้อนระวังรักคุด หากสาวออฟฟิศคนไหนโดนหนุ่มสุดหล่อหว่านเสน่ห์เข้าใส่ อย่าหลงใจอ่อนเชียวหละ ผู้ชายสมัยนี้ไว้ใจได้เสียที่ไหน แอบเก็บกิ๊กเอาไว้เยอะ พวกนิยมไม้ป่าเดียวกันก็แยะ ดังนั้น คุณอย่าเพิ่งใจร้อนไป ใช่ว่ารักในออฟฟิศจะยั่งยืนเสมอไป ค่อย ๆ ศึกษานิสัยใจคอกันให้รอบคอบ แล้วจะคบกันก็ยังไม่สาย เพราะรักจะยาวนานหรือสั้นกุดก็ขึ้นอยู่กับความยาวนานของทั้งคู่นั่นแหละ ไม่ได้รักกันหวังควงกันเล่น ๆ เพราะขืนเป็นอย่างนั้นคงไม่รอดหรอกค่ะ
อย่าออกนอกหน้าเกินเหตุ มีคู่รักทำงานสายเดียวกันใช่ว่าจะดีเสมอไปนะคะ ถ้ามัวแต่มานั่งส่งสายตาหวานเยิ้ม เอาอกเอาใจจนออกนอกหน้า จะทำให้เพื่อนร่วมวงานหมั่นไส้ได้นะคะ ยิ่งเขามีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับบัญชาแล้วด้วยละก็ รับรองได้ว่าลูกน้องคนอื่นคงพาลกันพาน้อยใจกันทั้งออฟฟิศและที่แย่ไปกว่า นั้นอาจจะขาดสมาธิในการทำงาน เพราะความใกล้ชิดมันชวนอยากให้ทำอย่างอื่นมากกว่าทำงานนี่นา
ตำแหน่งเปลี่ยน ใจเลยเปลี่ยนคบกันมาตั้งนานจากตอนแรกมีตำแหน่งหน้าที่เท่าเทียมกันนี่แหละ แต่ถ้าจู่ ๆ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลื่อนตำแหน่ง ก็หวังว่าคนที่ได้เลื่อนขั้นคงไม่วางฟอร์มว่าข้านี่เจ๋ง เหนือกว่าแฟนแล้วกันค่ะ หากไม่ขี้โอ่ หรือทำตัวเวอร์เกินเหตุความรักก็คงราบรื่น เว้นแต่เสียว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำตัวเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วจะให้รักจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งได้อย่างไรล่ะค่ะ
เรื่องนี้ต้องขยาย เข้ากลุ่มเพื่อนทีไรเผลอคุยฟุ้งเรื่องแฟนตัวเองทุกที ยิ่งแอลลกอฮอล์เข้าปากด้วยแล้ว ความลับที่ว่าสุดยอดแค่ไหนก็ออกมาได้หมด หากคนที่เขาฟังไม่นำไปเล่าต่อถือว่าโชคดี แต่อย่าลืมว่าคนบางพวกชอบเรื่องซุบซิบเป็นที่สุด ขอให้นินทาลับหลังไว้ก่อน ถือว่าเป็นความสุขของเขาเลยล่ะสาว ๆ ก็ลองนึกดูนะคะว่าเรื่องส่วนตัวควรพูดมากน้อยแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้ตัวเอง เสียหาย
เลิฟซีนผิดที่ ซวยไม่รู้ตัว เห็นคนอื่นแสดงความรักกันมันช่างน่าอิจฉาเสียจริง แต่ถ้าฉวยโอกาศเลิฟซีนไม่รู้จักกาละเทศะ ระวังเถอะ ใครจะเจอเข้าถูกเมาทไม่เลิก โดนกระหน่ำเมาท์อย่างเดียวยังพอทนได้แต่ถ้าโดนใส่สีตีไข่ด้วยนี่สิ คงวิ่งไปตลาดหาปี๊บมาคลุมหัวแทบไม่ทัน ยังไง ๆ ทางที่ดีแสดงบทรักกันสองต่อสองในที่ลับตาคนจะดีกว่าเป็นไหน ๆ นะคะ
ระวังตัวให้ดี เดี๋ยวนีเทคโนโลยีไฮเทคไปถึงไหน มีคอมพิวเตอร์ไว้ทำงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องส่งอีเมลรักถึงกันด้วยถึงจะคุ้ม แต่ระวังข้อมูลจะรั่วเข้าสักวันนะคะ หากบริษัทไหนไม่ชอบแล้วคุณยังประดิษฐ์คำหวาน ๆ พิมพ์หากันอยู่ จนมองไม่เห็นเจ้านายที่แอบมองอยู่ข้างหลัง จนเป็นเรื่องได้
ลำเอียงมากไปไม่ดีนะ เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่รักจะซึมซับความรู้สึกเข้าใจความคิดของกันและกัน จึงมักจะเกิดปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งงในการทำงาน แม้เขาเป้นหวานใจกันก็อดที่จะเข้าข้วงกันไม่ได้หรอก แต่ควรแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ให้มาปนกันเวลาควรตั้งหน้าตั้งตา ทำงานแบบคนเป็นมืออาชีพ อย่าให้ความสัมพันธ์มาเป็นอุปสรรคต่องาน ต้องว่ากันไปตามเหตุผลอย่างตัดสินใจลำเอียงเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะหมดความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย
สานสัมพันธ์ทั้งงานทั้งความรัก ถ้าต้นรักของคุณออกดอกผลิบานสวยงาม ทั้งคู่ไปกันได้สวยทั้งการงานและความรัก ขอแนะนำให้เดินหน้าลุยไปเลยค่ะ สวรรค์สร้างมาให้เป็นคู่แท้กันแล้ว ก็อย่ากลัวที่จะขยับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่ได้ทำเรื่องเสียหายนี่ค่ะ ความรักก็ดีการงานก็เยี่ยมใครจะมาว่า มีแต่อิจฉาตาร้อนผ่าว ๆ จนต้องเอาน้ำแข็งประคบตากันเป็นแถว ๆ แบ่งเวลาความรักได้ดีอย่างนี้รุ่งแน่
ที่ทำงาน...ไม่ใช่ที่บ้าน เข้าใจนะคะว่ารักกันก็อยากแสดงความรักหยอกล้อกัน แต่ยังไงก็ควรแคร์สายตาคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ถือคติที่ว่ารักแล้วต้องแสดงออก ถ้าอยากจะแสดงออกก็ควรไปในที่ส่วนตัว ไม่ใช่มาหวานกันจนมดกัดท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมงาน เพราะคุณกับหวานใจก็เป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัท ก็ควรปฏิบัติให้เหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ในเวลางานคงไม่เหมาะที่จะเรียกหวานใจว่าที่รักอาจจะโดนเขม่นเอาได้
ของเขาไม่ใช่ของเรา แอบรักคนมีเจ้าของมันผิดศีลข้อ 3 นะคะ ยิ่งเป็นคนในที่ทำงานยิ่งแล้วใหญ่ ขืนไปยุ่งกับคนมีเจ้าของมีลูกมีเมียแล้วล่ะก็ เห็นทีอนาคตการงานริบหรี่แน่ พานแต่จะโดนเพื่อนร่วมงานรังเกียจประณามหยามเยียดว่าคุณเป็นคนไม่รู้จัก ชั่วดี ชอบแย่งของของชาวบ้าน ต่อไปคงไม่มีใครอยากจะร่วมเสวนาด้วย เสียทั้งชื่อเสียง เสียทั้งงาน คุ้มกันซะที่ไหน ทางที่ดีอยู่ห่าง ๆ คนที่มีคู่แล้วดีกว่าค่ะ
มีความรักไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้ามีความรักผิดที่แล้วหล่ะก็ ... เสียทั้งงาน ทั้งคนรัก ... ไม่รู้ด้วยนะคะ ^-^ » เว็บที่เราอ่านมา
กำลังใจให้คนที่คิดว่า “ไม่มีหวัง… ”
เพื่อนหลายคนชอบถามผมว่า ผมชนะใจเธอได้ยังไง
"เธอ"หมายถึงภรรยาของผม
ผมเรียนหนังสือห้องเดียวกับเธอตอนชั้นมัธยม เราต่างกันราวฟ้ากับดิน
ผมไม่หล่อ เรียนหนังสือไม่เอาไหน เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเด่น เธอเป็นนักเรียนเรียนดี เรียบร้อย หน้าตาดูดี
ผมนั่งดูเธอรับรางวัลเรียนดีปีแล้วปีเล่า ในขณะที่ผมต้องลุ้นทุกปีว่าผมจะสอบผ่านหมดไหม
ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย แต่เธอไม่เคยรังเกียจหรือดูหมิ่นผม
ผมคุยด้วย เธอก็คุย ถามคำ เธอตอบคำ
ผมเฝ้ามองเธออยู่เป็นปีปี จนบอกกับตัวเองและเพื่อนทีมฟุตบอลว่า ผมแน่ใจว่าชอบเธอ เพื่อนๆบอกว่า หมามองจรวด
ผมไม่สนใจ วาเลนไทน์ปีนั้น ผมให้กุหลาบและเขียนการ์ดสั้นๆว่า "ผมชอบคุณ"
หลังวาเลนไทน์คราวนั้น เธอยังทำตัวปรกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์พิเศษกับผม
ผมคุยด้วย เธอก็คุย เรียบๆเหมือนเคย ผมไม่ท้อถอย ตอนเช้าไปรับเธอหน้าประตูโรงเรียน
ตอนเย็นไปส่งเธอขึ้นรถกลับบ้านทุกวัน โทรศัพท์ถึงเธอตรงเวลาทุกคืน
ไม่ได้คุยอะไรมากมาย เพียงจะบอกราตรีสวัสดิ์ จบมัธยม เราแยกย้ายกันไปเรียนมหาลัย
ผมยังติดต่อเธอสม่ำเสมอ เมื่อคิดถึง ผมไปหาเธอที่บ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนด้วยกัน
เธอบอกว่าไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง ผมไม่เคยโต้แย้ง
ตลอดเวลาร่วม10ปี ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้บ่งบอกว่าเราเป็นแฟนกัน เราคุยกัน ถามทุกข์สุขกัน รู้ความเป็นไปของกันและกัน
ผมบอกจริงๆว่า ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะชนะใจเธอไหม ทุกอย่างที่ผมทำให้เธอ เพราะใจผมอยากทำ เธอเองไม่ได้แสดงอาการมีใจให้ผมเห็น แต่ก็ไม่เคยรังเกียจ คุยกับผมตลอด
ผมรู้ว่า จะถอย ต่อเมื่อเธอตัดสินใจกับใครไปแล้วเท่านั้น จนเมื่อจบมหาลัย ทำงานแล้ว
ผมจึงมีโอกาสชวนเธอไปกินข้าว คุยกันบ้าง ผมถามเธอว่า ความสัมพันธ์ของเรา จะมีโอกาสเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนไหม เธอตอบผมว่า เธอคุยกับผมมา10ปี ไม่ใช่เธอให้โอกาสผมมาตลอดหรือ
นับแต่วันนั้น เธอยังคงนิ่งๆ แต่ผมรู้ว่าผมมีโอกาส อีก3ปีต่อมา เราก็แต่งงานกัน
ผมถามเธอว่า ทำไมถึงเลือกผม เธอมีคนให้เลือกอีกหลายคน เราต่างกันหลายอย่าง ผมหลงใหลกีฬา เธอไม่สนใจเลย
ผมไม่อ่านหนังสือ เธออ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมเฮฮากับคนหมู่มากได้ดี เธอสนุกตามมารยาท เธอตอบผมว่า นิสัยที่ต่างกัน มันปรับเข้าหากันได้ แต่ผมเป็นคนที่รักเธออย่างที่เธอเป็น จริงใจกับเธอเสมอมา ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเธอ ทำสิ่งดีดีให้เธอมาตลอด
ทุกวันนี้ ผมมีความสุขอยู่กับเธอ
ผมเล่าเรื่องนี้ เพื่อให้กำลังใจ ทุกคนที่คิดว่า "ไม่มีหวัง" จงจริงใจกับคนรักของคุณเถอะ ผมเชื่อว่า สิ่งดีดีจะเกิดกับคุณ » เว็บที่เราอ่านมา
บทความดีๆน่าอ่าน คิดดีๆ ก่อนคิดจะผ่าตัดเสริมจมูก
การผ่าตัดเสริมจมูกมีทั้งผลดีและผลเสีย
โดยผลเสียมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากการเสริมจมูกเป็นการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ผู้ที่รับการผ่าตัดต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเลือดออกง่าย เพราะการผ่าตัดจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด ผู้เป็นโรคภูมิแพ้โพรงจมูก เพราะการเสริมจมูก ร่างกายอาจมีปฏิกิริยารุนแรงต่อสิ่งแปลกปลอม รวมทั้งผู้ป่วยภูมิต้านทานบกพร่อง ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติใช้ยากดภูมิต้านทาน เช่น ยาสเตียรอยด์ และผู้ป่วยที่แพ้ยา
การผ่าตัดเสริมจมูกถือเป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาเพียง 30-45 นาทีเท่านั้นโดยแพทย์ฉีดยาชาและให้ยานอนหลับชนิดทำให้หลับเร็ว ภายหลังการผ่าตัด ผู้รับการผ่าตัดสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-6 สัปดาห์ ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ในช่วงแรกหลังผ่าตัดจะมีอาการบวมแดงบ้าง และต้องระมัดระวังโรคแทรกซ้อน การกระแทกอย่างรุนแรง ที่อาจทำให้จมูกบิดเบี้ยวรวมถึงดูแลในเรื่องสะอาดของ ใบหน้าเพื่อไม่ให้เกิดติดเชื้อได้ นอกจากนี้ ผู้ที่เสริมจมูกในลักษณะที่โด่งเกินไปจะส่งผลต่อผิวหนังปลายจมูก ทำให้เนื้อบาง เมื่อเกิดการติดเชื้ออาจทำให้ปลายจมูกเน่าและทะลุได้
การเสริมจมูกนั้น ควรทำในผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และผู้ปกครองรับรู้ ทั้งนี้ ในเรื่องความสวยความงามนั้น ในช่วงที่อายุยังน้อย อาจรู้สึกว่าตนเองยังไม่สวยพอ แต่เมื่อร่างกายเติบโตมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก และอาจทำให้ดูดีมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องไปทำอะไร ดังนั้น อย่าด่วนตัดสินใจไปทำศัลยกรรม ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ไปทำศัลยกรรม ในขณะที่อายุยังน้อยแล้วเกิดผลเสียตามมา ภายหลังมากกว่า
ศัลยกรรมมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนั้น คิดดีๆก่อนตัดสินใจทำนะคะ เพราะทำไปแล้ว ไม่มีทางที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้อีก » เว็บที่เราอ่านมา
เกร็ดความรู้ วิธีทำความสะอาดผิวหน้า ด้วยตัวเอง
ควรจะใช้ครีมทำความสะอาดคราบเครื่องสำอาง ออกก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ใช้อยู่เป็นประจำ
จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด เมื่อล้างเสร็จ ให้ใช้ครีมทาหน้า (วิธีเลือกใช้ครีมนั้นสังเกต ง่ายๆ คือ ทดลองทาบริเวณหลังมือ ถ้าครีมมีการซึมซับเร็วคือว่ามี คุณสมบัติที่ดี ส่วนวิธีการใช้ แต้มเนื้อครีมบนใบหน้า 5 จุด คือหน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูกและคาง)
อย่าลืมดูแลรักษาหน้าให้สะอาดอยู่เสมอนะคะ และที่สำคัญ อย่าลืมล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนนอนทุกวัน
บทความดีๆ ที่อยากให้อ่าน … แม่คะหนูขอโทษ
ตอนเช้า . . . มีเสียงเคาะประตูห้อง "ตื่นได้แล้ว ถึงเวลาต้องไปโรงเรียนแล้ว รู้ไหม!"
ฉัน. . . ทนรับอย่างงัวเงียกลิ้งมากลิ้งไป. . . ในขณะที่แม่. . . กำลังเตรียมอาหารเช้าให้อยู่ในครัว
แอบหงุดหงิดกับการตื่นเช้า เพราะเมื่อคืนเมาส์กับเพื่อนจนดึกดื่น พอต้องตื่นเลยเกิดอาการสมองไม่คืน . . . ปวดหัว
นอกจากแม่จะปลุกฉันแต่เช้าแล้ว. . . แม่ยังบ่นเรื่องค่าโทรศัพท์ ในขณะที่ยกจานข้าวออกมาจากครัว
อารมณ์ไม่ดีเลยพาลมั่วขึ้นเสียงกับแม่ไป แม่วางจานข้าวลง. . .ไม่โต้ตอบฉัน
ได้แต่บอกฉันว่า . . . ให้รีบๆ กินเดี๋ยวไปโรงเรียนสาย ฉันได้แต่โมโห. . .แล้วก็พาลไม่กินข้าวเอาดื้อๆ…
แต่พอมาถึง ณ วันนี้. . . ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้วทำไมแม่ต้องทำเช่นนั้น
และฉันก็ได้แต่โมโหตัวเองว่า . . . ทำไมตอนนั้นฉันไม่เข้าใจความรู้สึกของแม่บ้าง . . .
ที่แม่ต้องปลุกแต่เช้า ที่แม่ต้องบ่น. . .ที่แม่ต้องเรื่องมาก
เป็นเพราะฉันทำตัวไม่ดีเอง และทั้งหมด คือ แม่รักฉัน แม่หวังดีกับฉันนั่นเอง…
ฉันทนตื่นแต่เช้าไม่ได้. . . ในขณะที่แม่ต้องตื่นเช้าแล้วเหนื่อยกว่าฉันเป็นไหนๆ
ฉันกลับดึก แม่ฉันก็กลับดึกเช่นฉัน . . . เพราะท่านไม่ยอมนอน
แม่จะคอยเป็นห่วงตลอดว่าจะเกิดเหตุร้ายกับฉันหรือเปล่า
ฉันใช้จ่ายสิ้นเปลือง ในขณะที่ฉันหาเงินเองไม่ได้
แม่ไม่ใช้จ่าย ทั้งๆ ที่เป็นคนหาเงิน และเหนื่อยกับการทำงาน
มาวันนี้ . . . ฉันซาบซึ้งแล้วกับความรักที่แม่มีให้ฉัน ฉันอยากจะเดินเข้าไปกอดแม่ และพูดว่า . . .
"แม่ค่ะ . . . หนูขอโทษค่ะ ที่หนูเอาแต่ใจตัวเอง . . . ต่อไปนี้หนูจะเป็นลูกที่ดีของแม่ และจะคอยดูแลแม่เองค่ะ" » เว็บที่เราอ่านมา
เคล็ดลับความสุข หาได้ง่ายๆ ไม่เกินไขว่คว้า
รู้ว่า "สิ่งใดควรอยากได้" ไม่ควรอยากได้อะไรที่เกินกำลังของตัวเอง
ลงทุนกับประสบการณ์...มิใช่สิ่งของ สิ่งของสามารถกาซื้อได้ด้วยเงิน แต่ประสบการณ์ หาซื้อได้เงินไม่
ลงมือสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าอะไรก็ตาม จะมีค่ามากขึ้น เมื่อเราลงมือทำเอง เช่น การ์ดทำมือ กับการ์ดซื้อ รับรองว่า คนรับจะดีใจที่ได้รับการ์ด ทำมือ มากกว่าแน่นอน
เก็บเซอร์ไพรส์ให้ตัวเองบ้าง
ปล่อยใจให้ล่องลอย มีฝันกลางวันบ้าง ก็ไม่ผิดใช่ไหมคะ
เปลี่ยนชีวิตทีละเล็กทีละน้อย
ดีพอ...ดีแล้ว มีความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมือความสุข ในแต่ละวัน
รู้จัก "วาง" รู้จักปล่อยวางบ้าง ชีวิตเราก็มีแค่นี้ อย่ายึดตึดมากนักเลยค่ะ
ความสุขหาได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ^-^ » เว็บที่เราอ่านมา
บทความดีๆ คนบางคนเอา “ความรัก” เป็นเครื่องต่อรองการใช้ชีวิต…
คน บางคนเอา "ความรัก" เป็นเครื่องต่อรองการใช้ชีวิต หมดความรัก ชีวิตก็หมดความหมาย
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ใช้ชีวิตมาได้ ดิบดี ไม่มีปัญหาอะไร พอเจอความรัก ก็หน่วงเหนี่ยวมาเป็นสมบัติของตัวเอง มอบชีวิตทั้งชีวิต ให้ตกอยู่ในความดูแลของความรัก
และเมื่อวันหนึ่งที่เขา เดินจากไป ก็กลับมองเห็นว่า . . . เขาเอาความรักนั้นไปด้วย เหมือนเขาเอาชีวิตเราไปด้วย แล้วร่างกายของเราจะอยู่อย่างไร . . . เมื่อ โดนขโมยวิญญาณและชีวิตไป
เธอคงลืม ไปแล้วว่า . . . เธอได้สร้างความรักขึ้นมาด้วยตัวเธอเอง เขา ไม่ได้เป็นคนเอาความรักมา ความรักของเขาก็คือของเขา ของเธอก็คือของเธอ เมื่อ ความรักของเขาหมด แล้วเขาเดินกลับไป
ทำไมของเธอต้องหมดไปพร้อมกับ เขา มันไม่ได้เริ่มขึ้นมา พร้อมกันด้วยซ้ำ ไม่ได้สร้างขึ้นมาจาก หัวใจเดียวกันสักหน่อย หัวใจหนึ่งหายไป . . . แต่เธอก็ยังหายใจอยู่ และ ความรักของเธอ มันก็ยังอยู่กับหัวใจเธอ
ถ้า เธอใช้ "ความรัก" เป็นข้ออ้าง ทำไมเธอไม่ใช้ความรักที่อยู่ในใจเธอ ดูแลชีวิตเธอล่ะ มันยังมีความหมายต่อใครอีกหลายคน
เลิกมองตัวเองว่า . . .เป็นผู้ถูกดูแล แต่มองกลับไปว่า . . . เธอต้องมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลอะไรบ้าง เธอจะรู้ว่า . . . ชีวิตเธอมีความหมายแค่ไหน และไม่มีใครเอาความรักของเธอไปจากใจเธอได้ ถ้าเธอโยนความหมายของชีวิตให้ความรัก เธอก็ต้องรู้ ด้วยว่า . . . ความรักแบบไหนที่จะทำให้ชีวิตเธอมีความหมาย
เรื่องน่าอ่าน อยู่คนเดียวบ้าง… ก็ดีเหมือนกันนะ
เพื่อค้นพบตัวเอง การ ใช้เวลาอยู่กับตัวเองทำให้คุณมีเวลาพอที่จะค้นหาตัวตน และเข้าใจความเป็นตัวคุณมากที่สุด บางครั้งคนเรามัวแต่ชื่นชมกับศาสตร์ที่พยายามจะเข้าใจคนอื่น แต่ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การเข้าใจตัวเองต่างหาก รู้ว่าจริงๆ แล้วเราชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยปราศจากอิทธิพลจากภายนอกมาเกี่ยวข้อง
เพิ่มความนับถือในตัวเอง การ อยู่คนเดียวเป็นการเพิ่มอิสระให้กับตัวคุณ รวมทั้งยิ่ง ถ้าคุณได้ใช้ความเป็นตัวคุณเลือกและตัดสินใจอะไรด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวคุณไปอีก ซึ่งมันจะค่อยแทรกซึมไปสู่การใช้ชีวิตด้านอื่นๆของคุณด้วย โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น
บางครั้งก็ไม่ จำเป็นต้องใช้การประนีประนอม บ่อย ครั้งที่คนเราพยายามใช้ความประนีประนอม เมื่อต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เรามักจะอดทนทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อให้บรรลุข้อตกลงหรือเป้าหมายใดๆ แทนการใช้เวลานั่งกินอาหารค่ำพร้อมดูรายการทีวีสุดโปรด เพราะบางครั้ง การใช้เวลากับตัวเองก็เหมือนการปล่อยให้เราได้ตามใจตัวเอง ทำในสิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่เรารักโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ
ทำให้ตัวเอง กลับไปเป็นเด็กวัยรุ่นอีกครั้ง จะ มีซักวัยมั้ยที่คุณเลือกหลบหนีจากผู้คน เพื่อปลดปล่อยความเป็นตัวุณ ทิ้งความเครียดไว้เบื้องหลัง แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วงเวลานั้นเหมือนเป็นการ รีสตาร์ท เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวคุณได้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นสิ่งที่คนอื่นต่อต้าน
มีมุมมองที่สดใส การ อยู่กับตัวเองทำให้คุณมีเวลาที่จะชำระล้างจิตใจ สลัดความคิดทั้งปวง และเป็นการเปิดให้เห็นความรู้สึกที่มาจากใจของคุณ โดยปราศจากอิทธิพลของคนอื่น เป็นช่วงเวลา ที่คุณจะได้สะท้อนดูว่าอะไรรคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของคุณ และจริงๆ แล้วคุณรู้สึกอย่างไร กับสถานการณ์ในชีวิตประวันที่คุณต้องเผชิญเป็นประจำ
เห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณรักมากขึ้น การ อยู่คนเดียวเป็นการปลดปล่อยตัวคุณให้มีช่วงเวลาที่จะได้ซาบซึ้งกับช่วงเวลา ที่ได้อยู่กับคนอื่น ยิ่งถ้าคุณไม่เคยมีเวลาที่อยู่กับตัวเอง คุณย่อมปรารถนามัน ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องหาสมดุลระหว่างมันให้ได้ เพราะหากคุณสามารถทำได้ คุณจะมีความสุขกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น
การอยู่คนเดียว ใช่ว่าจะอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวเสมอไป บางทีมันก็มีอะไรๆ แอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้ จริงไหมคะ ^-^ » เว็บที่เราอ่านมา
บทความดีๆ ทำอย่างไรดี ถ้าเป็นหนี้ก้อนโต
มองโลกในแง่ดีให้มาก คิดว่าการที่ติดหนี้สิน เพื่อการพัฒนา พิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการเงิน แต่ก็ห้ามคิดว่าพัฒนามากเกินไปจนกลายเป็นฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักพอ ที่แย่คือคิดเอาเงินในอนาคตมาใช้ โดยไม่รู้จักบริหารจัดการให้ดี อย่างนี้ก็เป็นหนี้หัวโต
อย่าเป็นคนรักษาหน้ามาก บางคนมองการเป็นหนี้คนอื่น เป็นการบอกว่าเราด้อย ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ทนไม่ได้ที่ต้องเป็นหนี้ ก็เลยไม่กล้าลงทุนทำอะไร หรือยอมไปหาเงินมาจากที่อื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมแทน เช่น เล่นการพนัน เสี่ยงโชค ยอมขายตัวขายศักดิ์ศรีแลกเงิน แย่กว่าการเป็นหนี้สถาบันการเงินเสียอีก
มองว่าการมีหนี้ ก็เพื่อการฝึกควบคุมตนเอง และฝึกการบริหารจัดการเรื่องเงินเรื่อง ทองให้ได้ ถ้าทำได้ ฝ่าฟันได้จะเป็นผู้มีประสบการณ์แกร่งขึ้น
บอกตัวเองเสมอว่าคนที่เครียดควรเป็นเจ้าหนี้ อย่ามองเพียงแค่ว่าเจ้าหนี้มีความสุข จากการได้ดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเดียว มีเจ้าหนี้จำนวนมากก็ขาดทุนไปไม่น้อย ซึ่งควรจะช่วยกันทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย อย่าเอาเปรียบกันดีที่สุด
เผื่อใจสำหรับการใช้หนี้ไม่ได้ อาจต้องยอมขายหรือเสียอะไรบางอย่างบ้าง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้ อย่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบยึดติดกับวัตถุมากเกินไป เงินทองของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่าไปปักใจอยู่กับคุณค่าของวัตถุมากเกินไป เพราะคุณค่าที่เกิดขึ้นเกิดจากใจของเราต่างหากที่ไปสร้างเงื่อนไขทางความคิด ตัวเอง
การมีหนี้มาก ถ้าเราบริหารเงินให้เป็น หนี้ก้อนนั้น อาจจะไม่ทำปัญหาให้เรานะคะ ... อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วยนะคะ เพื่อที่จะไม่ใช้เงินเกินตัว มากเกินไปนัก
บทความดีๆน่าอ่าน … นิทานของพ่อ …
กาลหนึ่งนานมาแล้ว นานเท่าไหร่ไม่รู้ พ่อมักจะเริ่มต้นเรื่องอย่างนี้ทุกครั้ง
มีเจ้าหญิงอยู่องค์หนึ่ง เจ้าหญิงคนนี้เป็นคนขยัน ทำอาหารเก่ง ชอบทำงานบ้านเสมอ ๆ
เจ้าหญิงของพ่อมักจะเป็นคนที่ขยันเสมอ ๆ ...
เจ้าหญิงได้พบกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งในสวนดอกไม้ข้าง ๆ ปราสาท
ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังเก็บดอกไม้
ผมพิมพ์มาถึงตรงนี้ ก็ต้องกด Delete ลบข้อความนั้นทิ้งเสียหมด หลังจากที่ผมนั่งจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วมั้ง แต่งานเขียนของผมก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่มีอะไรขยับเขยื้อนไปสักอย่าง ทั้ง ๆ ที่ผมจะต้องส่งต้นฉบับในวันพรุ่งนี้แล้ว แย่จริง ๆ สมาธิหายไปไหนหมดนะ บรรยากาศ ภาพความหลังในวัยเด็กหายไปไหนหมดนะ
- - นี่ผมคิดผิดหรือเปล่าหนอ? - -
ที่รับงานเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับพ่อมา ก็เพราะคำว่า พ่อ นี่แหละที่ทำให้ผมเขียนไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะพ่อไม่เคยอยู่ในความทรงจำของพ่อ หรือเป็นฮีโร่เยี่ยงอย่างพ่อคนอื่น ๆ จนบางครั้งผมมีความรู้สึกราวกับว่า พ่อกับผมเป็นคนแปลกหน้าที่ต่างวัยและบังเอิญ มาอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน พ่อยังเป็นคนทำลายครอบครัว ทำลายความรักที่แม่มีต่อพ่ออย่างหมดสิ้น จนแม่ทนไม่ไหวต้องหย่าร้างกันไปในที่สุด และพ่อยังจะทำลายความฝันของผมอีก
ผมอยากเรียนหนังสือ ผมชอบงานเขียนหนังสือ ผมบอกกับพ่อในวันที่พ่อบอกให้ผมเลิกเรียนหนังสือ และออกมาช่วยกันทำงานที่โรงกลึงของตนเอง.. แกจะเรียนไปทำไมนักหนา กิจการของพ่อก็มี แล้วนายความฝันบ้า ๆ บอ ๆ ของแกอีก ผมทิ้งมันไม่ได้ ผมทิ้งความฝันของผมไม่ได้หรอกพ่อ ผมเถียง แต่แกต้องทิ้งมัน แกต้องมาช่วยฉันทำงาน พ่อขึ้นเสียงตอบกลับมา พ่อ มันหมดสมัยที่พ่อจะบังคับลูกแล้วนะ “แต่ฉันจะบังคับแก” พ่อยืนคำขาด พรุ่งนี้แกต้องไปลาออก
ผมเกลียดพ่อ ผมเกลียดความคิดโง่ ๆ ของพ่อ เกลียดการกระทำของพ่อ ที่วัน ๆ มัวแต่นั่งทำงานงก ๆ พ่อไม่เคยสนใจผม
พ่อไม่เคยถามผมสักคำว่าผมต้องการอะไร เอ๊ะอะอะไรพ่อก็บังคับผม ผมเกลียดพ่อ
ฝ่ามืออันหนักอึ่งของพ่อกระทบลงบนใบหน้าแก้มข้างขวาของผมอย่างจัง แกออกไปแกออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้นะ แกไม่ใช่ลูกฉัน
ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ผมหันมาบอกน้องชายที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ก่อนที่ผมจะก้าวเดินออกจากบ้านหลังนั้นมา ด้วยความเครียดแค้นที่สุมรุมอยู่ในหัว นับจากวันนั้นมา ผมเลือกใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าหลังหนึ่งตามลำพัง ยังดีที่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีเกือบหมื่น ซึ่งมันก็พอจะเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้บ้าง แต่ผมก็ยังเฝ้าหางานทำอยู่หลายที่ แต่มาตกอยู่กับการเป็นนักแสดงสมทบ หรือที่ใคร ๆ เรียกกันติดปากว่า “ตัวประกอบ” เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่ร้อย แต่ผมก็ยังไม่ละทิ้งความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนหรอก
ผมเฝ้าฝึกฝีมืองานเขียนจนคิดว่าดีพอถึงได้ลองส่งไปลงยังนิตยสารฉบับหนึ่ง จนในที่สุดก็ได้รับการตีพิมพ์ ผมเริ่มมีความสุขกับการเขียนหนังสือมากขึ้น เมื่อความฝันของผมเป็นจริง หนังสือเล่มแรกในชีวิตของผมพิมพ์เสร็จเป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว ผมรับหนังสือจากพี่ใหม่มา เปิดออกดูทีละหน้า ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะมีโอกาสแบบนี้จริง ๆ นี่มันสุดยอดความฝันของผมเลยครับพี่ ขอบคุณมากครับ
เอ้า!นี่หนังสือของนัทเก้าเล่ม พี่ให้นัทเอาไว้แจกเพื่อน ๆ ถ้าไม่พอยังไงก็เข้ามาเอาใหม่ล่ะกัน พี่ใหม่หยิบห่อกระดาษยื่นให้ผม และนี่เช็คเงินสดค่าเรื่อง ขอบคุณมากครับ พี่ใหม่
ผมรับเช็คค่าความคิด ค่าน้ำหมึกของผมมาถือไว้ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่ที่แน่ ๆ มันเต็มเปี่ยมจนล้นไปด้วยความภาคภูมิ มาถึงตอนนี้ผมมั่นใจได้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ไม่ใช่ความฝัน ผมอยากให้พ่อรู้เหลือเกินว่าในที่สุดผมก็ทำความฝันของผมได้สำเร็จ ผมละภาพความหลังเก่า ๆ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยการไปเดินเล่นที่ท่าน้ำ สายน้ำแห่งเจ้าพระยายังคงไหลเวียนไม่ขาดสาย ประกายแสงจากดวงอาทิตย์สะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ เรือลำน้อย เรือลำใหญ่แล่นว่ายอย่างเช่นเคย ที่ตรงนี้ล่ะที่ทำให้ผมมีความสุข รู้สึกสบายอกสบายใจทุกครั้ง และมักจะได้คำตอบหรือแนวพล็อตเรื่องอยู่เสมอ ๆ วันนี้ผมก็หวังไว้เช่นนั้นเหมือนกัน เสียงเรียกเครื่องเพจเจอร์ทำลายความเงียบนั้นลง
พ่อถูกรถชน พี่รีบมาด่วนนะ ผมกดข้อความจากน้องชายอ่านซ้ำไปมา ใจหนึ่งลังเลจะไปดีหรือไม่ดี แต่ขาน่ะสิรีบก้าวออกไปก่อนโดยไม่รอคำตอบ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ ผมถามน้องชายเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ก็พ่อน่ะสิ ทำหนังสือหล่นกลางถนน เลยหยุดเก็บ ก็เลย น้องชายพูดเสียงสั่นเครือ แค่หนังสือเนี๊ยนะ เอามาแลกกับชีวิต พ่อนี่บ้าหรือเปล่า ผมยังวายหยุดว่าพ่อ
ถ้าไม่ใช่หนังสือของพี่ พ่อก็คงไม่เก็บหรอก คำพูดของน้องชายทำเอาผมอึ้งไปพูดไม่ออก หนังสือของผม เพราะหนังสือของผมเหรอ พอพ่อรู้ว่า หนังสือของพี่วางแผง พ่อก็รีบไปซื้อทันที พ่อบอกว่า…ไม่ซื้อไม่ได้… นี่ผลงานของลูก นี่ความฝันของลูก และพ่อยังบอกอีกว่าพ่อจะซื้อหนังสือของพี่ทุกเล่ม มาถึงตรงนี้หยาดน้ำตาก็เริ่มไหลเอ่อรื้นอยู่เต็มขอบตา พี่รู้ไหมพ่อคิดถึงพี่มากแค่ไหน พ่อคิดถึงพี่เสมอนะ พ่ออยากให้พี่กลับมาอยู่ด้วย พ่อยังบอกอีกว่า พ่อจะไม่บังคับอะไรลูก ๆ อีกแล้ว
ชีวิตเป็นลูกพ่ออยากให้ลูกเลือกเดินเอง แต่พ่อจะคอยอยู่ข้างหลังคอยเป็นกำลังใจให้ในยามที่ลูกเหนื่อยลูกท้อ พ่อยังบอกอีกว่าพ่อเชื่อว่าลูกสามารถทำความฝันของตนเองเป็นจริงขึ้นได้อย่าง มั่นคง คำพูดของน้องชาย ทำเอาน้ำตาที่เต็มไหลอาบแก้มเมื่อครู่ไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว
ผมไม่เคยรู้สึกดีกับพ่อมาก่อนอย่างนี้ ผมไม่เคยรู้สึกรักพ่อมาก่อนเท่าครั้งนี้ ถึงเวลานี้ผมได้แต่นั่งรอเวลาที่ผมจะโผเข้าสวมกอดร่างของพ่ออีกครั้ง จะนานแค่ไหนไม่รู้ จะนานกี่ชั่วโมงไม่รู้ กว่าที่ประตูห้องฉุกเฉินนั่นจะเปิดออก แล้วผมจะกลับเข้าบ้านหลังนั้นอีกครั้ง กลับเข้าไปสู่อ้อมแขนของพ่ออีกครั้ง และครั้งนี้มันคงทำให้ผม เขียนเรื่องสั้นได้ทันส่งต้นฉบับวันพรุ่งนี้แน่นอน
ผมตั้งชื่อเรื่องรอไว้ก่อนแล้วว่า ‘นิทานของพ่อ’ พ่อคนเดียวที่สอนให้ผมรู้จักตัวเอง ให้ผมเข้มแข็ง ให้ยืนหยัดได้ด้วยความฝัน สองแขนสองขาของตัวเอง ผมอยากบอกว่า ผมรัก รักมาก อย่างที่ไม่เคยรักมาก่อน และผมก็รักพ่อไม่น้อยกว่าที่รักแม่หรอก
เคยดูรึยัง
เรื่องน่าอ่าน อยู่คนเดียวบ้าง… ก็ดีเหมือนกันนะ
เพื่อค้นพบตัวเอง การ ใช้เวลาอยู่กับตัวเองทำให้คุณมีเวลาพอที่จะค้นหาตัวตน และเข้าใจความเป็นตัวคุณมากที่สุด บางครั้งคนเรามัวแต่ชื่นชมกับศาสตร์ที่พยายามจะเข้าใจคนอื่น แต่ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การเข้าใจตัวเองต่างหาก รู้ว่าจริงๆ แล้วเราชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยปราศจากอิทธิพลจากภายนอกมาเกี่ยวข้อง
เพิ่มความนับถือในตัวเอง การ อยู่คนเดียวเป็นการเพิ่มอิสระให้กับตัวคุณ รวมทั้งยิ่ง ถ้าคุณได้ใช้ความเป็นตัวคุณเลือกและตัดสินใจอะไรด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวคุณไปอีก ซึ่งมันจะค่อยแทรกซึมไปสู่การใช้ชีวิตด้านอื่นๆของคุณด้วย โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น
บางครั้งก็ไม่ จำเป็นต้องใช้การประนีประนอม บ่อย ครั้งที่คนเราพยายามใช้ความประนีประนอม เมื่อต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เรามักจะอดทนทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อให้บรรลุข้อตกลงหรือเป้าหมายใดๆ แทนการใช้เวลานั่งกินอาหารค่ำพร้อมดูรายการทีวีสุดโปรด เพราะบางครั้ง การใช้เวลากับตัวเองก็เหมือนการปล่อยให้เราได้ตามใจตัวเอง ทำในสิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่เรารักโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ
ทำให้ตัวเอง กลับไปเป็นเด็กวัยรุ่นอีกครั้ง จะ มีซักวัยมั้ยที่คุณเลือกหลบหนีจากผู้คน เพื่อปลดปล่อยความเป็นตัวุณ ทิ้งความเครียดไว้เบื้องหลัง แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วงเวลานั้นเหมือนเป็นการ รีสตาร์ท เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวคุณได้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นสิ่งที่คนอื่นต่อต้าน
มีมุมมองที่สดใส การ อยู่กับตัวเองทำให้คุณมีเวลาที่จะชำระล้างจิตใจ สลัดความคิดทั้งปวง และเป็นการเปิดให้เห็นความรู้สึกที่มาจากใจของคุณ โดยปราศจากอิทธิพลของคนอื่น เป็นช่วงเวลา ที่คุณจะได้สะท้อนดูว่าอะไรรคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของคุณ และจริงๆ แล้วคุณรู้สึกอย่างไร กับสถานการณ์ในชีวิตประวันที่คุณต้องเผชิญเป็นประจำ
เห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณรักมากขึ้น การ อยู่คนเดียวเป็นการปลดปล่อยตัวคุณให้มีช่วงเวลาที่จะได้ซาบซึ้งกับช่วงเวลา ที่ได้อยู่กับคนอื่น ยิ่งถ้าคุณไม่เคยมีเวลาที่อยู่กับตัวเอง คุณย่อมปรารถนามัน ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องหาสมดุลระหว่างมันให้ได้ เพราะหากคุณสามารถทำได้ คุณจะมีความสุขกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น
การอยู่คนเดียว ใช่ว่าจะอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวเสมอไป บางทีมันก็มีอะไรๆ แอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้ จริงไหมคะ ^-^
บทความดีๆ น่าอ่าน “เวลาที่เรา … ไม่เหลือใคร”
หากคุณโดนทิ้ง และเสียใจ จงคิดไว้ว่า คุณไม่ใช่คนเดียวในโลกนี้ที่อกหัก
ไม่มีใครไม่เคยไม่เสียใจ ทุกคนเคยเจ็บช้ำมาแล้วทั้งนั้น ความเหงาอาจทำให้รู้สึกอ้างว้าง
แต่ไม่เคยทำให้ใครเจ็บปวด จงรักในขอบเขตที่จะรักได้ เพราะคนบางคนเกิดมาเพื่อ จะให้เรารัก
แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา คิดซะว่าเมือก่อนเราไม่มีเขา
เราก้ออยู่ได้ ตอนนี้ไม่มีเขาเราต้องไปแคร์อะไร
อย่าคิดว่าเค้าคือคนที่ดีที่สุด ถ้าเค้าคือคนที่ดีที่สุดจริงๆ เค้าคงไม่ทำให้คุณเสียใจขนาดนี้
เคยได้ยินคำนี้ไหม เหนื่อ ฟ้า ยัง มี ฟ้า
ยังมีคนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ยืนรออยู่ข้างหน้า ก้าวเดินต่อไปอย่าย่ำอยู่กับที่
อย่าเดินถอยหลังไปหาอดีตที่ทำให้คุณเสียใจ วันนี้อาจเป็นวันที่ฝนตกฟ้าครื้ม
จงนึกไว้เสมอว่า ต้องมีสักวันที่อากาศสดใส และพรุ่งนี้ต้องเป็นของเรา
เคล็ดลับความสุข หาได้ง่ายๆ ไม่เกินไขว่คว้า
รู้ว่า "สิ่งใดควรอยากได้" ไม่ควรอยากได้อะไรที่เกินกำลังของตัวเอง
ลงทุนกับประสบการณ์...มิใช่สิ่งของ สิ่งของสามารถกาซื้อได้ด้วยเงิน แต่ประสบการณ์ หาซื้อได้เงินไม่
ลงมือสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าอะไรก็ตาม จะมีค่ามากขึ้น เมื่อเราลงมือทำเอง เช่น การ์ดทำมือ กับการ์ดซื้อ รับรองว่า คนรับจะดีใจที่ได้รับการ์ด ทำมือ มากกว่าแน่นอน
เก็บเซอร์ไพรส์ให้ตัวเองบ้าง
ปล่อยใจให้ล่องลอย มีฝันกลางวันบ้าง ก็ไม่ผิดใช่ไหมคะ
เปลี่ยนชีวิตทีละเล็กทีละน้อย
ดีพอ...ดีแล้ว มีความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมือความสุข ในแต่ละวัน
รู้จัก "วาง" รู้จักปล่อยวางบ้าง ชีวิตเราก็มีแค่นี้ อย่ายึดตึดมากนักเลยค่ะ
ความสุขหาได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ^-^
บทความดีๆ ทำอย่างไรดี ถ้าเป็นหนี้ก้อนโต
มองโลกในแง่ดีให้มาก คิดว่าการที่ติดหนี้สิน เพื่อการพัฒนา พิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการเงิน แต่ก็ห้ามคิดว่าพัฒนามากเกินไปจนกลายเป็นฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักพอ ที่แย่คือคิดเอาเงินในอนาคตมาใช้ โดยไม่รู้จักบริหารจัดการให้ดี อย่างนี้ก็เป็นหนี้หัวโต
อย่าเป็นคนรักษาหน้ามาก บางคนมองการเป็นหนี้คนอื่น เป็นการบอกว่าเราด้อย ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ทนไม่ได้ที่ต้องเป็นหนี้ ก็เลยไม่กล้าลงทุนทำอะไร หรือยอมไปหาเงินมาจากที่อื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมแทน เช่น เล่นการพนัน เสี่ยงโชค ยอมขายตัวขายศักดิ์ศรีแลกเงิน แย่กว่าการเป็นหนี้สถาบันการเงินเสียอีก
มองว่าการมีหนี้ ก็เพื่อการฝึกควบคุมตนเอง และฝึกการบริหารจัดการเรื่องเงินเรื่อง ทองให้ได้ ถ้าทำได้ ฝ่าฟันได้จะเป็นผู้มีประสบการณ์แกร่งขึ้น
บอกตัวเองเสมอว่าคนที่เครียดควรเป็นเจ้าหนี้ อย่ามองเพียงแค่ว่าเจ้าหนี้มีความสุข จากการได้ดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเดียว มีเจ้าหนี้จำนวนมากก็ขาดทุนไปไม่น้อย ซึ่งควรจะช่วยกันทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย อย่าเอาเปรียบกันดีที่สุด
เผื่อใจสำหรับการใช้หนี้ไม่ได้ อาจต้องยอมขายหรือเสียอะไรบางอย่างบ้าง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้ อย่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบยึดติดกับวัตถุมากเกินไป เงินทองของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่าไปปักใจอยู่กับคุณค่าของวัตถุมากเกินไป เพราะคุณค่าที่เกิดขึ้นเกิดจากใจของเราต่างหากที่ไปสร้างเงื่อนไขทางความคิด ตัวเอง
การมีหนี้มาก ถ้าเราบริหารเงินให้เป็น หนี้ก้อนนั้น อาจจะไม่ทำปัญหาให้เรานะคะ ... อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วยนะคะ เพื่อที่จะไม่ใช้เงินเกินตัว มากเกินไปนัก